แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ จังหวัดนครศรีธรรมราช ตอนที่ 2

  • ศาลาประดู่หก 

ในอดีตสังคมไทยยังไม่มีโรงแรมที่พักดังเช่นปัจจุบัน ตามถนนหนทางจึงมักมีศาลาที่พักของคนเดินทาง บริเวณศาลามักมีน้ําดื่มใส่ ไหหรือโอ่งใบน้อยไว้ให้ด้วย ศาลาประดู่หกก็เป็นเช่นนั้น

ที่ตั้ง ถ. ราชดําเนิน อ. เมือง
รถยนต์ส่วนตัว จากหอนาฬิกาใช้ ถ.ราชดําเนิน ไปทางสี่แยกตลาดแขก ผ่านหอพระอิศวร เมื่อข้ามคลองหน้าเมืองจะพบ ศาลาประดู่หกอยู่ทางขวามือ ฝั่งตรงข้ามสนามหน้าเมือง

 

สิ่งน่าสนใจ

ศาลาประดู่หกตั้งอยู่ท่ามกลางความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ ทั้งต้นประดู่ มะม่วง มะขาม ตาล และมะพร้าว เป็นสถาปัตยกรรม แบบไทยโบราณ คือเป็นศาลาหลังคาจั่วขนาดใหญ่ กว้าง 9 ม. ยาว 16 ม. มีเสาไม้กลมถึง 24 ต้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผา ภายในอาคารทําแคร่สองฝังสูง 1.20 ม. ตามแนวยาวของอาคาร เพื่อเป็นที่พักนังหรือนอน ปัจจุบันไม่อนญาตให้เข้าไปด้านในศาลา สามารยา เดินชมรอบอาคารได้

ศาลาประดู่หกหลังเดิมหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าหลาโดหกนั้น ในอดีตใช้เป็นที่พักของคนเดินทาง เหตุที่ชื่อศาลาประดู่หก เพราะ มีต้นประดู่หกขึ้นอยู่บริเวณนั้น ปัจจุบันศาลาหลังเดิมเสียหายผุพัง ไปแล้ว เทศบาลนครนครศรีธรรมราชได้สร้างศาลาหลังปัจจุบันใน ใหม่ในปี พ.ศ. 2545 ณ บริเวณที่ตั้งศาลาหลังเดิม โดยมีการ ข้อมูลรูปแบบสถาปัตยกรรมของศาลาจากคําบอกเล่าของคนเก แก่ที่เคยเห็นศาลาหลังเดิม

  • ศาลหลักเมือง

ศาลหลักเมืองตั้งอยู่ใกล้กับสนามหน้าเมือง เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2535 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2542 นับเป็นสิ่งก่อสร้างร่วมสมัยที่นัก ท่องเที่ยวควรหาโอกาสแวะเข้าไปชม

ที่ตั้ง อยู่ทางทิศเหนือของสนามหน้าเมือง อ. เมือง
รถยนต์ส่วนตัว จากหอนาฬิกาใช้ ถ. ราชดําเนิน ไปทาง สี่แยกตลาดแขก ผ่านหอพระอิศวร ผ่านสนามหน้าเมืองไปเล็กน้อย จะพบสี่แยก ให้เลี้ยวซ้ายเข้า ถ. ประตูขาว จะพบศาลหลักเมืองอยู่ ทางขวามือ

สิ่งน่าสนใจ

ศาลหลักเมืองเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ทรงมณฑปซ้อนกัน ขึ้นไปสามชั้น ทั้งด้านนอกและด้านในปูด้วยหินอ่อนและทําบันได นาคอย่างศิลปะเขมร มีภาพปูนปั้นประดับประดาอย่างสวยงาม ภายในเป็นที่ประดิษฐานเสาหลักเมือง ซึ่งทําจากไม้ตะเคียนทอง ได้จากป่าบนเขายอดเหลือง กิ่ง อ. นบพิตํา จ. นครศรีธรรมราช สูง 2.95 ม. เส้นรอบวงกว้าง 94 ซม. สลักลวดลายพรรณนาโลกธรรม ตามคติมหายาน ว่าด้วยเรื่องกฎแห่งกรรม

มีศาลาบริวารทั้งสี่ทิศ หรือที่เรียกว่าศาลจัตุโลกเทพ ประกอบ ด้วยศาลพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระบันดาลเมือง และพระ พรหมเมือง ซึ่งจะคอยป้องกันศาลหลักเมืองให้อยู่ยืนนาน

  • เจดีย์ยักษ์

เป็นเจดีย์ที่มีความสูงใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากพระบรมธาตุ วัดพระมหาธาตุฯ เป็นเจดีย์เก่าแก่อยู่คู่กับเมืองนครฯ มายาวนาน

ที่ตั้ง ใกล้กับ สนง. เทศบาลนคร ถ. ราชดําเนิน อ. เมือง
รถยนต์ส่วนตัว จากวัดพระมหาธาตุฯ ไปตาม ถ.ราชดําเนิน ผ่านสนามหน้าเมือง เลยสี่แยกตลาดแขกและสี่แยกพระเงิน จะพบเจดีย์ยักษ์ทางขวามือติดกับ สนง. เทศบาลนครนคร ศรีธรรมราช

ประวัติ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยเดียวกับพระบรมธาตุ วัดพระมหาธาตุฯ บางบันทึกระบุว่าสร้างราว พ.ศ. 1800-1900 มี การบูรณปฏิสังขรณ์กันหลายครั้งในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ตอนต้น ครั้งล่าสุดกรมศิลปากรได้บูรณะครั้งใหญ่ในช่วงปี พ.ศ. 2518-2522

สิ่งน่าสนใจ

เจดีย์ยักษ์เป็นเจดีย์ทรงลังกา สูงประมาณ 30 ม. รอบฐานกว้างประมาณ 24 ม. สร้างด้วยวิธีก่ออิฐสอดิน สภาพปัจจุบันชํารุด ส่วนยอดเจดีย์หัก องค์เจดีย์เป็นสีดําเพราะตะไคร่ที่จับอยู่ ด้าน

ถ้ามีศาลาเปิดโล่ง เป็นที่ประดิษฐานพระเงินหรือหลวงพ่อเงินปางมารวิชัย ฝีมือช่างสมัยอยุธยา ชาวเมืองเชื่อว่าเป็นพระพุทธรูป ศักดิ์สิทธิ์มาก

  • กุฏิทรงไทย 

สิ่งสําคัญของวัดวังตะวันตกคือ กุฏิไม้สักที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม น่าชม ทั้งประวัติความเป็นมาของบริเวณที่ตั้งวัดก็น่าสนใจ เกี่ยว โยงกับวังเจ้านายสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

ที่ตั้ง บริเวณแยกท่าวัง อ.เมือง
รถยนต์ส่วนตัว จากสี่แยกตลาดแขกใช้ ถ.ราชดําเนิน ไปทางค่ายวชิราวุธ ผ่านเจดีย์ยักษ์ เลยสี่แยกบริเวณ สนง.เทศบาลนครไปไม่ไกล ทางเข้าวัดอยู่ด้านซ้ายมือ
ประวัติ บริเวณที่เป็นวัดวังตะวันตกนี้ ชาวเมืองเคยใช้เป็นที่ค้างศพ ต่อมาเจ้าจอมปรางซึ่งเป็นพระสนมที่สมเด็จพระเจ้า กรุงธนบุรีได้พระราชทานแก่เจ้าพระยานคร (พัฒน์) ได้ปรับปรุงเป็น อุทยาน โดยเหตุที่อุทยานนี้อยู่ตรงข้ามกับวังตะวันออกอันเป็น นิวาสสถานของเจ้าจอมปราง ชาวเมืองจึงเรียกอุทยานนี้ว่าวังตะวันตก ครั้นเมื่อเจ้าจอมปรางสิ้นชีพตักษัย เจ้าพระยานคร (น้อย) ผู้ บุตร จึงยกวังตะวันออกให้เป็นวัด และดัดแปลงวังตะวันตกให้เป็น วัดเช่นเดียวกัน เรียกว่าวัดวังตะวันตก

สิ่งน่าสนใจ

-กุฏิไม้

พระครูกาชาด (ย่อง) พร้อมด้วยบรรดาญาติโยม และสานุศิษย์ได้สร้างกุฏิหมู่นี้ขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2431 หรือประมาณ สมัยรัชกาลที่ 5 ใช้เวลาสร้าง 13 ปี

กุฏิหมู่นี้เป็นเรือนเครื่องสับสามหลัง โดยมีชานแล่นเชื่อม แต่ละหลังต่อกัน หลังคาแต่ละหลังเป็นทรงจั่ว มีหน้าจั่วหรือที่ชาว เตเรียกว่า “หุ้มกลอง” ทําเป็นรูปรัศมีพระอาทิตย์ ที่พิเศษไปกว่า นั้นคือ ตามบานประตู หน้าต่าง และช่องลม ประดับด้วยลวดลาย ที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนครฯ เนื่องจากมีความงดงามลงตัวใน เชิงสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ จงได้คัดเลือกกุฏิวัดวังตะวันตกให้เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่นประจําปี พ.ศ. 2536 ประเภทปูชนียสถานและวัดวาอาราม

  • บ้านหนังสุชาติ

 เปิดทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.

สุชาติ ทรัพย์สิน หรือ สุชาติ ฉลามดํา เป็นศิลปินนายหนังตะลุงที่สําคัญคนหนึ่งของเมืองนครฯ ซึ่งมีชีวิตเรียบง่าย สุชาติ ทรัพย์สิน ได้จัดพิพิธภัณฑ์หนังตะลุงภายในบ้านของตนเอง เปิดให้ผู้สนใจเข้าชม นอกจากนี้ยังมีโรงเชิดหนังตะลุงและการสาธิตการแกะตัวหนัง ตะลุงอีกด้วย

ที่ตั้ง ถ. ศรีธรรมโศก ต. ในเมือง อ. เมือง
รถยนต์ส่วนตัว จากวัดพระมหาธาตุฯ ให้เลี้ยวขวาเข้า ซ. สระเรียง เมื่อถึงสามแยกให้เลี้ยวซ้ายเข้า ถ. ศรีธรรมโศก ไปไม่ไกล พบ ซ. ศรีธรรมโศก 3 ทางขวามือ ให้เลี้ยวเข้าไปไม่ไกล บ้านหนัง สุชาติอยู่ทางซ้ายมือ

สิ่งน่าสนใจ

  • พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง เป็นอาคารขนาดใหญ่สองชั้น จัดแสดงตัวหนังตะลุงในอาคาร มีทั้งเทวดา ยักษ์ เจ้าเมือง ตัวพระ ตัวนาง ผี รวมไปถึงตัวเอียดซึ่งเป็นตัวตลกหญิง นอกจากนี้ยังมีตัว หนังจากแหล่งต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศในแต่ละยุคสมัย เช่น ตัวหนังในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวหนังของภาคกลาง ตัว หนังมุสลิม (วายังกูเละ) ตัวหนังประโมทัย (หนังตะลุงอีสาน) ตัว

หนังนานาชาติ เช่น อินเดีย อินโดจีน ตุรกี อีกทั้งยังมีตัวหนังตัว ตลกอายุ 50-100 ปี อย่างหนูนุ้ย เท่ง แก้ว สะหม้อ สายฉัย หลัง ขวัญเมือง เป็นต้น และยังมีการจัดแสดงเครื่องดนตรีที่ใช้ในการ เชิดหนังตะลุงอีกด้วย

– ชมการเชิดหนังตะลุง โรงเชิดหนังเป็นอาคารขนาดย่อม เปิดโล่ง ยกพื้นเวทีสูง จุผู้ชมได้ประมาณ 30 ที่นั่ง สุชาติ ทรัพย์สิน แม้อายุจะเลยวัยเกษียณมาแล้ว แต่ท่านยังสามารถเชิดหนังตะลุง ได้ โดยมีลูกชายเล่นดนตรีประกอบการเชิด

เรื่องที่ใช้เล่นหนังตะลุงนั้นหลากหลาย เช่น เรื่องการเมือง เรื่องยาเสพติด ซึ่งการดําเนินเรื่องมีมุกตลกแตกต่างกันไป ส่วนจะแสดงเรื่องใดก็แล้วแต่ความเหมาะสมของผู้ชม

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet