ทำความรู้จักกับ ‘นครพนม’ และ ‘สกลนคร’ ก่อนมาเที่ยว

-รู้จักนครพนม-

สกลนคร ถ้าจะไปเที่ยว จ.นครพนม ก็ต้องวางแผนไปเที่ยว จ.สกลนครด้วย เพราะทั้งสองจังหวัดตั้งอยู่ติดกันในภาคอีสานตอนบน

นครพนมเป็น 1 ใน 6 จังหวัดของไทยที่อยู่ติดแม่น้ำโขง ตั้งอยู่ตรงข้ามกับแขวงคําม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพี่น้องชาวลาวเป็นพิเศษ มีกิจกรรมร่วมกันเนืองๆ เช่นแข่งเรือยาวงานบุญสงกรานต์ ในด้านพระพุทธศาสนาชาวลาวเคารพในองค์พระธาตุพนมเช่นเดียวกับชาวไทย จ.นครพนมจึงอนุญาตให้คนลาวที่อยู่ในแขวงคําม่วนและแขวงอื่นๆ เข้ามานมัสการองค์พระธาตุพนมในงานนมัสการพระธาตุพนมทุกปี

เช่นเดียวกับที่ จ.สกลนครเป็นที่ตั้งขององค์พระธาตุเชิงชุม ซึ่งเป็นที่ชุมนุมพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ อันเป็นจุดหมายหนึ่งที่พุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวลาวมุ่งมานมัสการ นอกจากนี้ จ.สกลนครยังมีพระเกจิสายวิปัสสนาชื่อดังอีกหลายท่าน คือ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ปฐมอาจารย์ในสายวิปัสสนากรรมฐานแห่งวัดป่าสุทธาวาส พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร แห่งวัดป่าอุดม สมพร และพระอาจารย์วัน อุตตโม แห่งวัดถ้ําอภัยดํารงธรรม โดยในแต่ละวัดจะมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติและข้าวของเครื่องใช้ เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ บางแห่งก็ได้ประดิษฐานพระอัฐิและรูป เคารพไว้ให้ประชาชนกราบสักการะด้วย

นอกจากนี้ จ. สกลนครยังเป็นที่ตั้งของพระตําหนักภูพานราชนิเวศน์ อันถือเป็นเกียรติเป็นศรีของเทือกเขาภูพานและ จ.สกลนคร พระตําหนักแห่งนี้ไม่เพียงแต่สร้างขวัญกําลังใจให้แก่ ราษฎรในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งทางอุดมการณ์การเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นที่มาของความเจริญอีกนานัปการที่เกิดขึ้นในสกลนครในเวลาต่อมาอีกด้วย

นครพนมและสกลนครยังได้ชื่อว่าเป็น “เมืองนานาชาติ” นอกจากคนจีนและคนญวนที่เข้ามาทํามาหากินในพื้นที่ทั้งสองจังหวัดแล้ว ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆอีก เช่น ผู้ไทย ไทยย้อ ไทยโม้ ไทยแสก ไทยกะเลิง ไทยข่า เป็นต้น ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ชมงาน ศิลปะการแสดงของกลุ่มคนเหล่านี้ในงานสําคัญของจังหวัด เช่น งานประเพณีไหลเรือไฟ งานนมัสการพระธาตุพนม เป็นต้น

แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของทั้งสองจังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ของเทือกเขาภูพาน ซึ่งมีอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง มีทิวทัศน์ป่าเขาสวยงาม หากเดินทางมาช่วงฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว จะพบกับความงดงามของธรรมชาติมากกว่าฤดูอื่น น้ำตกต่างๆ ก็จะมีน้ำมาก ดอกไม้ป่าหลากสีสันชูช่ออวดความงามให้ได้ชื่นชมและที่สําคัญจะได้เห็นความเขียวชอุ่มของผืนป่าบนเทือกเขาภูพาน ตลอดการเดินทาง

ส่วนใครที่นิยมขับรถเที่ยวก็ขอแนะนําเส้นทางเลียบแม่น้ำโขงใน จ.นครพนม ซึ่งมีบรรยากาศและธรรมชาติสองข้างทางน่ารื่นรมย์ หรือหากต้องการไปเที่ยวฝั่งลาวก็สามารถนั่งเรือข้ามฟาก ไปได้

จ.นครพนม และจ.สกลนคร ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมายที่รอให้คุณไปเยือน

สภาพธรรมชาติ

.นครพนมตั้งประชิดกับ จ.สกลนครในภาคอีสานตอนบน หรือ บริเวณที่เรียกว่าแอ่งสกลนคร ซึ่งเป็น 1 ใน 2 แอ่งกระทะขนาด ใหญ่ของภาคอีสาน

จ.นครพนมมีพื้นที่ประมาณ 3,445,417.5 ไร่ หรือ 5,512.668 ตร.กม. ลักษณะพื้นที่เลียบขนานไปกับแม่น้ำโขงเป็นระยะทาง 153 กม. โดยสามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็นตอนเหนือและตอนใต้

บริเวณตอนเหนือของจังหวัด พื้นที่เป็นเนินสูงและที่ดอนๆ ป่าไม้สลับกับที่ราบซึ่งเป็นที่ทํานาปลูกข้าว มีเทือกเขาภูลังกาพาด ผ่านไปถึงเขต อ.เซกา จ.หนองคาย พื้นที่ทางตอนเหนือนี้อุดม สมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้เนื้อที่ 24,375 ไร่ อันเป็นที่ตั้งของ อช.ภูลังกา มีทิวทัศน์และน้ำตกที่สวยงาม เช่น น้ำตกตาดโพธิ์ น้ำตกตาดขาม เป็นต้น

ส่วนบริเวณตอนใต้นั้น มีทั้งพื้นที่ใกล้แม่น้ำโขงซึ่งเป็นที่ราบลุ่มและพื้นที่ที่ไกลแม่น้ำโขงออกไปซึ่งเป็นที่ดอนมีสภาพเป็นป่าเต็งรัง สภาพภูมิประเทศทางตอนใต้นี้จึงเป็นเนินสูงสลับกับที่ราบ โดยมีลําน้ำกําไหลผ่าน นอกจากนี้ยังมีเทือกเขาภูพานทอดเป็นแนวเขตแดนกั้นระหว่าง จ. นครพนมกับ จ.มุกดาหาร และเป็นที่ ตั้งของ อช.ภูผายลซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ อ.นาแกด้วย

ส่วน จ.สกลนครมีพื้นที่ประมาณ 6,003,602 ไร่ หรือ 9,605.76 ตร.กม. โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นสามส่วน คือ ที่ราบลุ่มหนองหาน ได้แก่ บริเวณรอบๆ หนองหานซึ่งเป็นหนองน้ําจืดขนาดใหญ่ มีลําน้ำพุง เป็นลําน้ำสายหลักที่ไหลลงสู่หนองน้ำนี้

นอกจากนี้ก็มีบริเวณที่ราบสูงและเทือกเขาสูงในเขตเทือกเขาภูพาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าสมบูรณ์ที่สุดของ จ.สกลนคร และอีกส่วนหนึ่งคือบริเวณที่ราบตอนกลางและตอนเหนือ ได้แก่ที่ราบลุ่มแม่น้ำสงคราม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์

พื้นที่ป่าของสกลนครนั้นมีราว 870,469 ไร่ หรือ 14.50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ส่วนใหญ่อยู่บนเทือกเขาภูพาน เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติสําคัญ เช่น อช.ภูพาน อช.ภูผายล อช. ภูผาเหล็ก นับเป็นผืนป่าที่สําคัญแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำสายสําคัญหลายสายของสกลนครและนครพนม เช่น แม่น้ำสงคราม ลําน้ำอูน ลําน้ำ ลําน้ำยาม ลําน้ำพุง เป็นต้น

พื้นที่ จ.สกลนครยังมีลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ พื้นที่มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์เป็นหินเกลือซึ่งอยู่ลึกจากผิวดินลงไป ประมาณ 60-200 ม. ส่งผลให้น้ำใต้ดินมีความเค็มสูง ชาวบ้านจึงสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาเพื่อผลิตเกลือสินเธาว์ ที่แม้จะมีรสเค็มสามารถแทนเกลือทะเลได้ แต่ก็ขาดธาตุไอโอดีนซึ่งเป็นส่วนประกอบสําคัญในเกลือทะเล อย่างไรก็ตามแม้พื้นที่ที่มีหินเกลือจะมีบริเวณกว้าง แต่ทางราชการก็อนุญาตให้ทํานาเกลือได้ในบางพื้นที่เท่านั้น คือพื้นที่ใน อ.บ้านม่วง และ อ.วานรนิวาส

ประวัติและความเป็นมา

นครพนมในประวัติศาสตร์ปรากฏหลักฐานมาแต่โบราณในฐานะเมืองเก่าเคียงคู่กับอาณาจักรศรีโคตรบูร ซึ่งแรกเริ่มเดิมที่อยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่ฝั่งขวา และเมื่อพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่เมืองเวียงจันทน์ได้ ชื่อของดินแดนแถบนี้ก็เปลี่ยนเป็นมรุกขนคร ก่อนจะโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนชื่อเป็น “นครพนม” ในเวลาต่อมา

นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า เหตุที่ใช้ชื่อนี้เพราะเมืองนี้ เคยเป็นเมืองลูกหลวง จึงใช้คําว่า “นคร” นําหน้า ส่วนคําว่า “พนม” นั้นอาจเป็นเพราะเป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นเพราะจังหวัดนี้เดิมมีอาณาเขตกินไปถึงฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงซึ่งมีภูเขาสลับซับซ้อนต่อเนื่องไปถึงเวียดนาม จึงนําคําว่าพนม ซึ่งแปลว่าภูเขามาใช้

ส่วนสกลนครนั้นก็เป็นเมืองเก่าแก่เช่นกัน จากหลักฐานที่ปรากฏได้แก่ ภาพสลักหินอายุกว่า 3,000 ปีที่ภูผายนต์ บ้านนาผาง ต.กกปลาซิว อ.ภูพาน และภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่ถ้ำภูผักหวาน บ้านภูตะคาม ต.ท่าศิลา อ.ส่องดาว ทําให้เชื่อว่า บริเวณดังกล่าวเคยเป็นแหล่งชุมชนก่อนประวัติศาสตร์นับอายุย้อนไปได้กว่า 3,000 ปี

สําหรับหนองหานบึงน้ำขนาดใหญ่กลางใจเมืองสกลนครนั้น ความสําคัญมิใช่เป็นเพียงแหล่งน้ำและแหล่งประมงที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาช้านานเท่านั้น หากยังถือเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่ สําคัญยิ่งด้วยความอุดมสมบูรณ์ของหนองหานตั้งแต่ครั้งอดีต เนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทําให้บริเวณรอบหนองหานเป็นที่ตั้งของชุมชนมาหลายยุค จากหลักฐานทางโบราณคดี ทั้งที่เป็นโครงกระดูกมนุษย์ ภาชนะเครื่องปั้นดินเผาชนิดลายเชือกทาบอย่างหยาบๆ หม้อเขียน สีหม้อลายขูดขีด เครื่องประดับสําริด ลูกปัดแก้ว และเครื่องมือเหล็ก ซึ่งพบในหมู่บ้านบริเวณรอบๆ แสดงให้เห็นว่า บริเวณหนองหานมีชุมชนอยู่อาศัยมากว่า 1,000 ปีแล้ว เชื่อว่าเจริญขึ้นมาพร้อม ๆ กับบ้านเชียง จ.อุดรธานี

นอกจากนี้ชุมชนรอบหนองหานยังได้รับอิทธิพลของพุทธศาสนาสมัยทวารวดี (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 7) ซึ่งเผยแผ่เข้ามายังดินแดนแถบนี้ด้วย ดังปรากฏหลักฐานคือ ใบเสมาหินที่พบที่ บ้านท่าวัด พระพุทธรูปแบบทวารวดีที่วัดริมท่า และลูกปัดแก้วแบบทวารวดีที่บ้านหนองปลาน้อย นี่เป็นเรื่องราวก่อนการแพร่เข้ามาของอารยธรรมขอม อันได้ทําให้เรื่องราวของสกลนครเริ่มกําเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรูปของตํานาน

ตามตํานานอุรังคธาตุกล่าวว่า ขุนขอม ราชนัดดาของพญา อินทปัตถนคร ได้ยกไพร่พลบริวารมาตั้งบ้านเมืองขึ้นที่หนองหาน โดยให้นามเมืองว่า “หนองหานหลวง” ต่อมาเจ้าสุระอุทกบุตรชาย ขุนขอม ได้ครองเมืองต่อจากบิดา มีบุตรสองคนชื่อเจ้าภิงคารกับเจ้าคําแดง ภายหลังเจ้าสุระอุทกทําการสู้รบกับพญานาค เป็นเหตุให้เมืองล่มสลาย บุตรชายทั้งสองหนีเอาตัวรอดมาได้ เจ้าภิงคาร สร้างเมืองใหม่ขึ้นทางด้านใต้หนองหาน โดยเรียกชื่อเมืองใหม่นี้ใน ชื่อเดิมว่าหนองหานหลวง และขึ้นเป็นเจ้าเมืองนามว่าพญาสุวรรณ ภิงคาร ส่วนเจ้าคําแดงผู้น้องสร้างเมืองหนองหานน้อย (ปัจจุบัน เชื่อว่าอยู่ในท้องที่เขต อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี) เป็นเมืองพี่เมืองน้องกันเรื่อยมา หลังจากสิ้นสมัยพญาสุวรรณภิงคารแล้ว หนองหานหลวงก็มีผู้ปกครองสืบต่อมา กระทั่งภายหลังเกิดความ แห้งแล้งติดต่อกันนานถึง 7 ปี ราษฎรขาดแคลนอดอยากจึงพากัน อพยพไปอยู่ที่เขมรจนหมดสิ้นเมืองหนองหานหลวง และกลายเป็นเมืองร้างนับแต่นั้นมา

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าอิทธิพลขอมได้เข้ามาครอบครองดินแดนและความเชื่อของผู้คนแถบนี้จนถึงพุทธศตวรรษที่ 16 อันถือว่าเป็นสมัยที่มีการรับวัฒนธรรมขอมสูงสุด โดยปรากฏหลักฐาน เป็นโบราณสถานสําคัญหลายแห่ง เช่น พระธาตุดุม พระธาตุ นารายณ์เจงเวง พระธาตุภูเพ็ก และเทวสถานขอมองค์เก่าที่ถูกครอบทับไว้ใต้พระธาตุเชิงชุม

พญาสุวรรณภิงคารเองนั้น ตามตํานานกล่าวว่าเป็นผู้สร้างพระธาตุเชิงชุมองค์เก่าครอบรอยพระพุทธบาททั้งสีพระองค์ (รวมถึงพระศรีอริยเมตไตรยพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายที่จะเสด็จมา ประทับรอยพระพุทธบาทในอนาคต) ส่วนองค์มเหสีคือพระนางนารายณ์เจงเวงนั้น ก็เชื่อว่าเป็นผู้สร้างพระธาตุนารายณ์เจงเวง

เรื่องราวชุมชนรอบหนองหานปรากฏชัดเจนขึ้นอีกครั้งเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องจากมีผู้อพยพจากแคว้นศรีสัตนาคนหุต มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านธาตุเชิงชุมและหมู่บ้านอื่นๆในละแวกใกล้เคียงเป็นจํานวนมาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงทรงแต่งตั้งให้อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ยกไพร่พลมารักษาการณ์อยู่ที่บ้านธาตุเชิงชุมและหมู่บ้านอื่นอีกหลายแห่ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2329 พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านธาตุเชิงชุมขึ้นเป็นเมือง ให้ชื่อว่า “สกลทวาปี” และแต่งตั้งอุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ที่มารักษาบ้านเชิงชุมเป็น “พระธานี” เจ้าเมืองคนแรก

แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2369 รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ พระธานเจ้าเกลทวาปีละเลยไม่เอาใจใส่ป้องกันรักษาเมือง กองทัพไทยจึง ประหารชีวิตเสียที่หนองทรายขาวและกวาดต้อนผู้คนส่วนใหญ่ไปอยู่ที่กบินทร์บุรีบ้าง ประจันตคามบ้าง ทําให้เมืองสกลทวาปีร้าง เจ้าเมืองปกครองมานับแต่นั้น และหมู่บ้านรอบๆ หนองหานก็ซบเซาลง จนถึงปี พ.ศ. 2381 จึงมีการรวบรวมผู้คน ทําใบบอกขอตั้งเป็นเมืองขึ้นอีกครั้ง ในที่สุดได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นเมืองขึ้นใหม่ ใช้ชื่อสกลนครมาจนถึงปัจจุบัน

ในยุคของการปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์นั้น ได้เกิดการชักจูงผู้คนจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงข้ามมาตั้งบ้านเรือนขึ้นเป็นจํานวนมาก ทั้งมีเหตุการณ์ไม่สงบต่างๆ ผู้คนจึงอพยพมายังฝั่งไทย อีกหลายครั้ง การอพยพผู้คนต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 จน ถึงรัชกาลที่ 5 เป็นผลให้ประชากรของสกลนครในปัจจุบันนอกจาก ชาวไทยอีสานที่มีอยู่ดั้งเดิมแล้ว ยังมีชาวไทยเผ่าอื่นๆ อีกหลายเผ่ารวมอยู่ด้วย ตั้งแต่ไทยย้อ ไทยกะเลิง ผู้ไทย ไทยข่า และไทยโม้ซึ่ง ตั้งถิ่นฐานอยู่ใน อ.กุสุมาลย์และยังคงยึดถือขนบธรรมเนียมดังเดิม อันเป็นเอกลักษณ์ของตนไว้อย่างเหนียวแน่น

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet