แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ย่านเทศบาลเมืองนครพนม ตอนที่ 2

travel-2

วัดศรีเทพประดิษฐาราม 

สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2402 หรือประมาณรัชกาลที่ 4 มีโบสถ์ขนาดใหญ่ซึ่งผนังด้านนอกหลังโบสถ์มีประติมากรรมนูนสูงสวยงาม ส่วนภายในโบสถ์นอกจากประดิษฐานพระพุทธรูปสําคัญอันเป็นที่ เคารพสักการะของชาวไทยและลาวแล้ว ยังมีภาพจิตรกรรมฝาย ที่น่าสนใจด้วย

ที่ตั้ง ถ. ศรีเทพ อ. เมืองนครพนม

รถยนต์ส่วนตัว จากแยกบายพาสใช้ ถ.นิตโย ตรงไปก่อน ถึงแยกป่าไม้ พบสี่แยกให้เลี้ยวขวาเข้า ถ.ศรีเทพ แล้วตรงไปพบ สี่แยกแรก วัดอยู่บริเวณหัวมุมสี่แยกทางขวา

สิ่งน่าสนใจ

  • โบสถ์ ศิลปกรรมที่ปรากฏในโบสถ์ นับเป็นตัวอย่างของงานศิลปกรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจ เช่น ประติมากรรมปูนปั้นรูปเทพนมสีทองมลังเมลืองรอบอาคาร ผนังด้านนอกหลังโบสถ์มีปูน ปั้นนูนสูงเรื่องราวตอนพระพรหมและเหล่าทวยเทพกําลังเฝ้าแหน พระพุทธเจ้าเป็นรูปแบบศิลปกรรมท้องถิ่นอีสานคือใช้สีสันสดใสฉูดฉาด ส่วนประตูทางเข้าด้านหน้าโบสถ์เป็นไม้แกะสลักรูปทวาร บาล มีลวดลายพรรณพฤกษาเป็นพื้นหลัง ใช้สีสันสดใสเช่นกัน และภายในโบสถ์มีจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธชาดกตอนต่างๆ ซึ่งแต่ละตอนเขียนอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม

ด้านหลังโบสถ์มีเจดีย์ขนาดใหญ่สีทองประดิษฐานอยู่ เป็นที่บรรจุอัฐิของพระเทพสิทธาจารย์ หรือหลวงปู่จันทร์ พระสายวิปัสสนาซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนในภูมิภาคนี้ หลวงปู่จันทร์ ชื่อเดิมว่า จันทร์ สุวรรณมาโจ เกิดเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2424 เป็นบุตร นายวงศ์เสนากับนางไข สุวรรณมาโจ พื้นเพเป็นคน ต.ท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ท่านละสังขารเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2516

  • พระแสง เป็นพระพุทธรูปสําคัญของไทยและลาว เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปสืองค์ อันได้แก่ พระเสริม พระสุก พระใส และ พระแสง ซึ่งสร้างโดยพระราชธิดาของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง ปัจจุบันพระใสประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย จ.หนองคาย พระสุกจมลงที่เป็นพระสุกในแม่น้ำโขงเขต อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ขณะอัญเชิญข้ามมายังฝั่งไทย และพระเสริมประดิษฐานอยู่ที่กรุงเทพฯ
    • กุฏิ บริเวณวัดมีกุฏิแบบฝรั่งที่สร้างในปี พ.ศ. 2464 หรือ ราวช่วงรัชกาลที่ 6 ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมในด้าน ปูชนียสถานและวัดวาอารามจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ

     

    สวนชมโขง

    สวนสาธารณะในบรรยากาศเรือนจําเก่า – บริการนวดแผนไทย เปิดเวลา 09.00-20.00 น.

    เป็นสวนสาธารณะที่สร้างขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นเรือนจํา โดยอาคารเดิมของเรือนจําจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชม มีบริการนวดแผนไทยในบริเวณสวนด้วย

 

ที่ตั้ง ใกล้ศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ถ.อภิบาลบัญชา ต.ในเมือง อ.เมืองนครพนม
รถยนต์ส่วนตัว จากแยกบายพาสใช้ ถ.นิตโย ผ่านเทสโก้ โลตัสไปพบสี่แยก ให้เลี้ยวซ้ายเข้า ถ.อภิบาลบัญชา ผ่านตลาดสด รร.อนุบาลนครพนมไปไม่ไกล สวนอยู่ทางซ้ายมือ

สิ่งน่าสนใจ

บริเวณสวนมีภูมิทัศน์ร่มรื่นสวยงาม โดยทุบกําแพงเรือนจําบางส่วนทิ้งเพื่อให้เป็นพื้นที่เปิดโล่ง คงเหลือไว้เพียงป้อมตรวจการณ์ตามมุมต่างๆ และกําแพงอีกบางส่วน อันเป็นส่วนประกอบตกแต่ง พื้นที่ให้สวยงาม ส่วนเรือนพักนักโทษได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับนักโทษ มีหุ่นจําลองจัดแสดงในบรรยากาศสมจริง

 ด้านหน้าของสวนมีน้ำพุและประติมากรรมรูปชนเผ่าต่างๆในนครพนม ได้แก่ ไทยข่า ไทยย้อ ผู้ไทย ไทยแสก ไทยใช้  กะเลิง ไทยลาว และไทยญวน

ศาลากลางจังหวัดนครพนม (หลังเก่า)

เป็นอาคารเก่าแก่ขนาดใหญ่รูปทรงฝรั่งที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีทั้งตัวอาคารและบริเวณโดยรอบ จึงยังคงความงดงามน่าแวะเที่ยวชม โดยปัจจุบันใช้เป็นหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม ตัวอาคารตั้งอยู่อย่างโดดเด่นเมื่อมองจากชายฝั่งแม่น้ำโขง

ที่ตั้ง ถ.อภิบาลบัญชา ต.ในเมือง อ.เมืองนครพนม
รถยนต์ส่วนตัว จากแยกบายพาสใช้ ถ.นิตโย ผ่านเทสโก้ โลตัสไปพบสี่แยก ให้เลี้ยวซ้ายเข้า ถ.อภิบาลบัญชา ผ่านตลาดสด รร.อนุบาลนครพนม และสวนชมโขงไปไม่ไกล ศาลากลางหลังเก่า อยู่ทางซ้ายมือ

ประวัติ เริ่มก่อสร้างศาลากลางขึ้นในปี พ.ศ. 2458 รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะพระยาพนมนครา นุรักษ์ (อุ้ย นาครทรรภ) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคนแรก นายสุมังค์ ปทุมชาติ ปลัดอําเภอเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง และนายก่ายช่าง ชาวญวนเป็นหัวหน้าก่อสร้าง โดยมีนักโทษเป็นแรงงาน ใช้เวลา ก่อสร้าง 4 ปีจึงแล้วเสร็จ

ต่อมาปี พ.ศ. 2483 เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เรื่องเขตแดนไทย-ลาว อาคารหลังนี้ถูกปืนใหญ่ฝรั่งเศสซึ่งยิงจาก เมืองท่าแขกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ําโขง เสียหายเป็นช่องโหว่ประมาณ 1 ม. และมีรอยร้าวหลายแห่ง แต่ในเวลาต่อมาได้รับการซ่อมแซม และกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในปี พ.ศ. 2519 

กระทั่งปี พ.ศ. 2523 มีการย้ายที่ทําการไปยังอาคารศาลากลาง จังหวัดหลังใหม่ จึงได้บูรณะอาคารนี้เพื่อใช้เป็นหอสมุดแห่งชาติตั้ง แต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา และในปี พ.ศ. 2540 ได้รับมอบรางวัล ดีเด่นประเภทศิลปะสถาปัตยกรรมอาคารสาธารณะจากสมาคม สถาปนิกสยามฯ

สิ่งน่าสนใจ

อาคารหลังนี้มีแบบแปลนเดียวกับอาคารศาลากลางจังหวัด หลังเก่าของ จ.เชียงราย ตัวอาคารเป็นตึกยาวทาสีน้ำตาลกลมกลืนกับหลังคาสีแดงซึ่งเป็นกระเบื้องว่าว เป็นสถาปัตยกรรมแบบ โคโลเนียลหรือยุคล่าอาณานิคม มีลักษณะเด่นที่การนําซุ้มโค้งมาประดับระหว่างช่วงเสาด้านหน้าอาคาร ให้ความรู้สึกอ่อนช้อยงดงาม ภายในแบ่งเป็นสองชั้น โดยมีปีกอาคารสูงเด่นขึ้นมาทั้งสองด้าน

สิ่งน่าสนใจอีกอย่างคือ ต้นมะฮอกกานีซึ่งปลูกพร้อมกับเมื่อแรกสร้างอาคาร โดยปลูกเป็นแนวบนเกาะกลางถนนหน้าอาคาร แต่ละต้นจึงมีขนาดใหญ่ ปัจจุบันเหลือเพียง 24 ต้นเท่านั้น

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet