พาเดินชมสวน Jardin des Tuileries กรุงปารีส

-สวน Jardin des Tuileries-

– การเดินทาง นั่งเมโทรสาย 1 ลงที่สถานี Tuileries หรือ Palais Royal Musée

ที่ตั้งของสวนนี้อยู่บริเวณส่วนหน้าของพิพิธภัณฑ์ Musée du Louvre นั่นเอง ถ้าคุณเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ทางด้านหน้าบริเวณพีระมิดแก้ว หันหน้าไปทางประตูชัย Arc de Triomphe จะเห็นซุ้มประตู Arc de Triomphe du Carrousel ที่ดูอลังการบานใหญ่ทรงโค้งแบบโรมันสร้าง ขึ้นตั้งแต่สมัยของนโปเลียน

ภายในสวนแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนที่อยู่หลังประตูทรงโรมันนี้ เรียกว่าสวน Carrousel มีการปลูกต้นไม้เรียงรายเป็นแนวยาว แต่ละแนวจะเริ่มจากประตูทางเข้าเปรียบเสมือนรัศมีแห่งแสงอาทิตย์สาดส่องออกมา แล้วประดับประดาด้วยรูปปั้นเป็นระยะๆ ถัดไปจึงจะเป็นสวน Jardin des Tuileries

ตามประวัติสวนนี้เกิดจากพระดําริของพระนาง Catherine de Midici ที่อยากให้สร้างพระราชวัง Tuileries พร้อมกับการจัดแต่งสวนแบบอังกฤษ ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 1663 Le Notre (คนเดียวกับที่ ออกแบบถนน Avenue des Champs Elysees และพระราชวัง Chateau de Versailles) ได้ออกแบบใหม่ แต่น่าเสียดายที่ถูกทิ้งร้างไว้หลายปี เนื่องจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ย้ายออกไปอยู่ที่พระราชวัง Chateau de Versailles จนถึงช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส สวนแห่งนี้จึงกลับมามีบทบาทอีกครั้งในฐานะที่เป็นบริเวณกักขังพระราชวงศ์ก่อนถูกนําไปประหารชีวิตที่บริเวณลานด้านหน้า (ปัจจุบันคือ Place de la Concorde) ช่วงที่รัฐบาลฝรั่งเศสเริ่มบูรณะพิพิธภัณฑ์ Musée du Lourve สวนนี้จึงได้รับการดูแลอีกครั้งซึ่งยังคงไว้ตามแนวการออกแบบ เดิมทุกอย่าง

สิ่งที่น่าสนใจ

  • ชมสวนและพักผ่อนริมบ่อน้ำ

ก้าวแรกที่คุณย่างเข้าอาณาเขตของสวนจะเป็นทางเดินที่อยู่ในระดับสูง มองออกไปจะเป็น Place de la Concorde และประตูชัย Arc de Triomphe จากนั้น จะนําคุณลงสู่สวนระดับล่างที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้หลากชนิด เบื้องหน้าเป็นทางเดินไปยังบ่อน้ำพุทรงสิบเหลี่ยม ตลอดสองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่สลับกับรูปปั้นสูงใหญ่สไตล์โรมันเป็นระยะๆ และมีสนามหญ้าเขียวขจีตลอดทาง ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาที่นี่เรารู้สึกได้ถึงความสงบร่มรื่น จนแทบไม่เชื่อว่านี่คือสวนใจกลางกรุงปารีส

  • สวนสนุกกลางแจ้ง

– ตั๋วสําหรับเล่นสกายจัมป์ ราคา 600 บาท/คน ถ้าให้อัดวิดีโอจ่ายเพิ่มอีก 300 บาท

ช่วงฤดูร้อนราวเดือนกรกฎาคม ภายในสวนแห่งนี้จะเปลี่ยนโฉมเป็นลานสวนสนุกทันที มีเครื่องเล่นนานาชนิดตั้งแต่ปาเป้า ยิงปืน แทมเบอรีนยักษ์ บ้านมหาสนุกที่มีพื้นขยับได้ ล่องแก่งขนาดย่อม ชิงช้า สวรรค์ขนาดใหญ่ ทีเร็กซ์ (ที่นั่งวงกลมใหญ่ซึ่งหมุนและเอียงได้) และที่เราว่าเป็นไฮไลต์ก็คือ “สกายจัมป์” เป็นเครื่องเล่นที่ประกอบด้วยเสาคู่สูงราวตึกห้าชั้น ระหว่างเสาจะมีกระเช้าสองที่นั่งทรงกลมที่เป็นเพียงโครงเหล็ก มีเข็มขัดนิรภัยให้คาดลอดหว่างขามารัดที่หัวไหล่และอก ด้านข้างของกระเช้ามีเชือกสลิงแบบบันจี้จัมป์ (แต่หนากว่า) ยึดกับปลายสูงสุดของเสา ให้คนสองคนเข้าไปนั่งในกระเป๋าที่ถูกยึดติดไว้ที่ฐาน จากนั้นนับถอยหลังดีดตัวขึ้นสู่ฟากฟ้า ความยืดหยุ่นของเชือกทําให้กระเช้าหมุนคว้างกลางอากาศหลายรอบอยู่ประมาณ 10 นาที

  • พิพิธภัณฑ์ Musee National de IOrangerie

– เปิดเวลา 09.45-17.15 น. ปิดวันอังคารและวันหยุดราชการ

อยู่บริเวณส่วนหน้าของสวน Jardin des Tuileries ริมแม่น้ำ Seine พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่จัดแสดงผลงานศิลปะแบบ impressionism ของศิลปินหลายคน ทั้ง Cezanne, Matisse, Renoir, Monet ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดวางงานศิลปะได้เข้ากับบรรยากาศจริงๆ อย่างงานของ Monet แต่ละชิ้นจะมีแสงไฟสาดส่องให้เกิดอารมณ์หลากหลาย ซึ่งแตกต่างจากการเดินชมพิพิธภัณฑ์ทั่วไป

Place de la Concorde

– การเดินทาง นั่งเมโทรสาย 1 ลงที่สถานี Concorde หรือนั่งเมโทรสาย 8 และสาย 12 ลงที่สถานีนี้ก็ได้

เมื่อเราเดินขึ้นบันไดทางออกของเมโทรตรงช่องที่เขียนว่า Place de la Concorde ก็จะพบลานโล่งที่มีเสาแท่งเหลี่ยมสูงตระหง่านอยู่ตรงหน้า แล้วยังมีน้ำพุใหญ่พร้อมรูปปั้นยืนประดับประดาช่วยให้ลานกว้างแห่งนี้ดูสวยงามไม่มีที่ติ มีคนเคยบอกว่าในยามค่ำคืน บรรดาแสงไฟที่ สาดส่องจะเนรมิตให้ที่นี่ดูเหมือนฉากหนึ่งในเทพนิยายทีเดียว ที่จริงในปารีสยังมีสถานที่น่าอภิรมย์ยามค่ำคืนอีกหลายแห่ง อย่างประตูชัย Arc de Triomphe บนถนน Avenue des Champs Elysees, หอ Eifel หรือโบสถ์ Sacr6-Ceur บน Montmartre สถานที่พวกนี้มัก ถูกสร้างสรรค์ให้ดึงดูดสายตาด้วยแสงไฟที่สาดส่องทั่วบริเวณ

Place de la Concorde มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานตั้งแต่สมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 จัตุรัสแห่งนี้ถูกสร้างเป็นเส้นทางเดินทางของพระองค์ในช่วงปี ค.ศ. 1755-1775 ด้วยฝีมือของ Jacques-Ange Gabriel ตรงกลางจะมีรูปปั้นทรงม้าของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ที่ออกแบบ โดย Bouchardon และ Pigalle ตั้งอยู่ โอบล้อมด้วยรูปปั้นที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองต่างๆ แปดเมือง ในปี ค.ศ. 1770 พื้นที่แห่งนี้ถูก ใช้เป็นสถานที่ฉลองพิธีอภิเษกสมรสของมกุฎราชกุมาร (ต่อมาคือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16) กับพระนางมารีอองตัวเนต ในครั้งนั้นมีลางร้าย เกิดขึ้นเมื่ออัฒจันทร์ของประชาชนที่มาเฝ้าชมได้พังลงทําให้มีผู้เสียชีวิต ถึง 133 คน

ต่อมาในสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสมีการล้มล้างราชวงศ์ Bourbon ฝ่ายล้มล้างบุกเข้าทําลายรูปปั้นทรงม้าของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แล้วปรับ สภาพพื้นที่เป็นลานกว้างเพื่อใช้เป็นลานประหารชีวิตด้วยกิโยตีน ประเดิม การประหารในปี ค.ศ. 1793 โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อองตัวเนต และมีคนถูกประหารบนลานแห่งนี้เรื่อยมาถึง 2,600 คน จวบจนปี ค.ศ. 1794 ผู้นํารัฐประหารนาม Robespierre ซึ่งใช้กฎเหล็ก ในการปกครองประเทศมาโดยตลอดก็ถูกประหารชีวิตบนลานแห่งนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งชาวฝรั่งเศสถือว่าเป็นวาระสุดท้ายของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของชาติ

ต่อมาในปี ค.ศ. 1795 สถานที่แห่งนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนและตั้งชื่อใหม่ว่า Place de la Concorde มีความหมายว่า สถานที่แห่งความสมานฉันท์ ที่จงใจเรียกแบบนี้ก็เพื่อลบล้างภาพเดิมๆที่เกิดขึ้น จน ปี ค.ศ. 1836-1846 สถาปนิกนาม Jacques Hittorf ได้ทําการปรับโฉม สถานที่นี้ใหม่ โดยเพิ่มน้ำพุอันสวยงาม ประดับสองข้างด้วยรูปปั้นของนางเงือกและปลา รวมถึงนําเสา Obelisk ของอียิปต์มาตั้ง ทําให้ภาพ ของ Place de la Concorde ดูสงบร่มเย็นต่างจากวันอันแสนหฤโหดในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส

สิ่งน่าสนใจ

  • เสาหิน Obelisk

เสาหินทรงเหลี่ยมที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานแห่งนี้เป็นเสาหินสลักโบราณที่เคยตั้งอยู่หน้าวิหารในเมืองลักซอร์ (Luxor) ประเทศอียิปต์ เสา Obelisk สูงถึง 32 เมตร ทําจากหินแกรนิตที่มีอายุ กว่า 3,000 ปีในยุคของฟาโรห์ Ramses ที่ 2 มีอักษรอียิปต์โบราณแกะสลักไว้รอบเสา และเหตุที่มาปรากฏโฉมอยู่ ณ ที่นี้ เนื่องจาก Muhammed Ali ซึ่งดํารงตําแหน่ง เป็น Ottoman Governor ของอียิปต์ได้มอบให้แก่ ฝรั่งเศส แล้วนํามาตั้งไว้ที่นี่เมื่อปี ค.ศ. 1836

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet