ขั้นตอนการใช้ตั๋ว Swiss pass และการเดินทางโดยรถไฟ

swiss-federal-railways

 ขั้นตอนการใช้งานตั๋ว Swiss Pass

  1. เมื่อซื้อ Swiss Pass จากตัวแทนในประเทศไทย หรือซื้อจากสถานีรถไฟในสวิส เจ้าหน้าที่จะให้ระบุวันเริ่มต้นใช้งาน และวันสิ้นสุดไว้บนบัตรเลย โดยไม่ต้องไปให้เจ้าหน้าที่ที่สวิส Validate ตั๋วก่อนใช้งานเหมือนประเทศอื่น
  2. สําหรับผู้ใช้งานบัตรประเภท Flexi ก่อนการเดินทางแต่ละวัน ต้องเขียนวันที่เดินทางลงบนบัตรด้วยตัวเองเสียก่อน หากเจ้าหน้าที่ตรวจบนรถไฟแล้วไม่มีการเขียนวันที่เดินทาง จะถูกปรับค่าธรรมเนียมแพงกว่าการซื้อตั๋วปกติ (เขียนวันที่วันต่อวัน เฉพาะวันที่เดินทาง ไม่ต้องเขียนล่วงหน้า เพื่อเปลี่ยนแผนการเดินทาง) ในกรณีที่เขียนผิด ห้ามขีดฆ่าด้วยตนเอง ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อทําการแก้ไขให้ ทั้งนี้การเขียนวันที่ลงบนบัตร ต้องใช้ปากกาสีดํา หรือสีน้ำเงินเท่านั้น
  3. เมื่อเดินทางถึงสวิส สามารถใช้ Swiss Pass เริ่มต้นเดินทางโดยไม่ต้องทําอะไรเพิ่มเติมอีก ขอแค่เก็บตัวไว้ให้ดี เพราะหากทําหายหรือถูกขโมย ไม่สามารถออกใหม่ได้ ต้องซื้อใหม่อย่างเดียว ไม่ว่าจะขึ้นรถไฟ รถราง รถประจําทาง เรือโดยสาร สามารถใช้บริการโดยไม่ต้องทําอะไรเพิ่ม หากมีเจ้าหน้าที่มาขอตรวจตั๋ว ก็ให้แสดง Swiss Pass ให้เจ้าหน้าที่ดูได้เลย ส่วนการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ต้องนํา Swiss Pass ไปเคาน์เตอร์ขายตัวของแต่ละแห่ง แล้วแจ้งว่าใช้สิทธิ์ Swiss Pass เจ้าหน้าที่จะออกตั๋วเข้าชมมาให้อีกใบ

สําหรับการเดินทางบางประเทศ จําเป็นต้องสํารองที่นั่ง แต่ในสวิสไม่จําเป็นต้องสํารองที่นั่งล่วงหน้า ขอเพียงขึ้นรถให้ถูกโบกี้ตามชั้นที่นั่งในบัตรโดยสารของตน เช่น ซื้อตัวชั้นสอง ก็ขึ้นโบกี้ที่เป็นที่นั่งชั้นสอง หากสุ่มสี่สุ่มห้าไปที่นั่งชั้นหนึ่ง อาจถูกปรับ ส่วนผู้ถือบัตรโดยสารชั้นหนึ่ง จะนั่งตรงไหนก็ได้ ไม่ว่าจะที่นั่งชั้นหนึ่งหรือชั้นสอง และ การขึ้นเรือโดยสารส่วนใหญ่ ที่นั่งชั้นหนึ่งจะอยู่ด้านบน เห็นวิวชัดกว่า แต่ที่นั่งชั้นสองอยู่ด้านล่าง ทัศนียภาพรอบข้างไม่ค่อยดีนัก 

การเดินทางด้วยรถไฟในประเทศสวิส

หน่วยงานที่ให้บริการรถไฟในสวิส คือ Swiss Federal Railways หรือตัวย่อ SBB (Schweizerische Bundesbahnen) ตามภาษาเยอรมัน แต่บางแห่งจะใช้ตัวย่อ ของฝรั่งเศส หรืออิตาลี คือ CFF (Chemins de fer federaux suisses ในภาษาฝรั่งเศส), FFS (Ferrovie federali Swizzere ในภาษาอิตาลี) แต่ส่วนใหญ่จะเขียนไว้ด้วยกันทั้ง สามภาษา คือ SBB, CFF FFS เป็นสัญลักษณ์หมายถึงการรถไฟสวิส

swiss-federal-railways

เส้นทางเดินรถไฟครอบคลุมทั่วประเทศ จึงมีประเภทรถไฟให้เลือกใช้บริการหลายแบบ ทั้งรถด่วน รถเร็ว และรถธรรมดา บางขบวนจะวิ่งไปตามชนบทแบบหวานเย็น เพื่อให้เห็นทิวทัศน์ความสวยงามของธรรมชาติสองข้างทางได้มากขึ้น ส่วนรถไฟประเภทต่างๆ ที่เรามีโอกาสได้ใช้ระหว่างการเดินทาง มีดังนี้

1. รถไฟ InterCity (IC) รถไฟระหว่างเมืองใหญ่ จอดเฉพาะสถานีสําคัญ และ ส่วนใหญ่เป็นรถวิ่งระยะไกล อาจข้ามไปถึงประเทศข้างเคียง นอกจากจะใช้ตัวย่อ IC แล้ว ยังมีรถไฟ InterCity Express (ICE) รถด่วนหรูหราที่วิ่งในสวิส-เยอรมัน และรถไฟ Intercity NeigeZug (ICN) คล้ายกับรถไฟ IC แต่ดูทันสมัยกว่า

swiss-federal-railways

2. รถไฟ InterRegio (IR) รถไฟวิ่งระหว่างเมือง จอดสถานีหลัก แต่ไม่เร็วเทา InterCity ส่วนที่นั่ง และขบวนดูทันสมัยไม่แพ้กัน

3. รถไฟ RegioExpress (RE) วิ่งภายในภูมิภาคเดียวกัน หรือพื้นที่ใกล้เคียงกัน จอดบ่อยกว่าประเภทที่ผ่านมา แต่เลือกจอดเฉพาะสถานีหลักเท่านั้น

4. รถไฟ Regio (R) และรถไฟ s-Bahn (S) รถไฟหวานเย็นวิ่งในพื้นที่ใกล้กัน หรือระหว่างเมืองใกล้ๆ แวะจอดรับส่งผู้โดยสารทุกสถานี

นอกจากรถไฟปกติที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารทั่วไปแล้ว ยังมีรถไฟสําหรับการนั่งชมวิวสองข้างทาง บางครั้งเรียกว่ารถไฟชมวิวสายโรแมนติก เช่น Glacier Express เริ่มต้นจากเมือง Zermatt ไปยัง St.Moritz, Golden Pass Line จากเมือง Luzern ผ่าน Interlaken ไปถึง Montreux เป็นต้น แม้ส่วนใหญ่รถไฟชมวิวจะใช้คําว่า Express ต่อท้าย แต่เอาเข้าจริงไม่ได้เป็นรถด่วนเท่าไหร่ อย่างรถไฟ Glacier Express ใช้เวลาวิ่งรวม ๑ ชั่วโมง จนได้ชื่อว่าเป็นรถด่วนที่วิ่งช้าที่สุดในโลก (ผู้ถือบัตร Swiss Pass ขึ้นพร แต่ต้องจองที่นั่งล่วงหน้า และเสียค่าจอง) (Jungfrau) จากเมือง Interlaken วิ่งผ่านธรรมชาติ 

และยังสามารถชมวิวได้จากรถไฟที่วิ่งขึ้นภูเขาต่างๆ เช่น ขึ้นยอดเขายูงเฟรา น้ำตก แต่ Swiss Pass ใช้เป็นส่วนลดสําหรับขึ้นยอดเขาได้ 50%

ตรวจสอบตารางรถ และชื่อตัวเที่ยวเดียว

สามารถตรวจสอบตารางรถไฟ และค่าโดยสารราคาเต็ม เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่าในการซื้อ Swiss Pass ได้ที่เว็บไซต์ www.sbb.ch โดยเลือกให้เว็บไซต์ เปลี่ยนเป็นหน้าภาษาอังกฤษ แล้วระบุสถานีต้นทาง สถานีปลายทาง พร้อมวันเวลาที่ ต้องการตรวจสอบ เมื่อระบบค้นหาเสร็จแล้ว จะแสดงผลรายละเอียดออกมาให้เห็น

นอกจากนี้ยังสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น SBB Mobile ลงบนโทรศัพท์มือถือ ได้ทั้ง App Store และ Play Store เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง ขอแค่ มีอินเตอร์เน็ตก็สามารถตรวจสอบตารางรถไฟได้แบบ Real Time ซึ่งมีลักษณะการแสดงผลคล้ายคลึงกับในเว็บไซต์ แต่ดูง่ายกว่ามาก ซื้อตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว

หากไม่ได้ซื้อ Swiss Pass สามารถซื้อตั๋วโดยสารแบบเที่ยวเดียวได้จากตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติในสถานีรถไฟ หากไม่ถนัดการใช้งานตู้อัตโนมัติ ก็แวะไปซื้อที่เคาน์เตอร์จําหน่ายตั๋ว ซึ่งมีเจ้าหน้าที่อํานวยความสะดวก และพร้อมให้ความช่วยเหลือ

วิธีโดยสารรถไฟ

เมื่อถึงสถานีให้ตรวจสอบชานชาลาจากป้ายในสถานีจอจะแสดงเวลารถออก สถานีปลายทาง และหมายเลขชานชาลากํากับไว้ (คําว่าชานชาลาอาจใช้ภาษาฝรั่งเศส ว่า Voie หรือภาษาเยอรมันว่า Gleis ก็ได้)

ท่านที่ใช้บัตร Swiss Pass สามารถขึ้นรถไฟได้โดยไม่ต้องสํารองที่นั่ง และ เลือกที่นั่งตรงไหนก็ได้ (ยกเว้นรถไฟระหว่างประเทศ หรือบางขบวน ที่ต้องสํารองที่นั่งล่วงหน้า) ขอแค่ขึ้นให้ตรงกับชั้นโดยสารที่ซื้อ หากใช้ Swiss Pass ประเภท Flexi อย่าลืม เขียนวันที่ที่เดินทางลงบนตัวด้วยตนเอง เพราะหากลืมเขียน เจ้าหน้าที่ตรวจตัวบนรถไฟมีสิทธิ์ปรับค่าธรรมเนียมได้ หากมีเจ้าหน้าที่เดินตรวจตั๋ว แค่เพียงแสดง Swiss Pass ให้เจ้าหน้าที่เห็น ก็เป็นอันเรียบร้อย

ท่านที่ซื้อตั๋วโดยสารทั่วไป เมื่อซื้อตั๋วเสร็จ สามารถขึ้นรถได้เลย และเก็บตัว ไว้ให้ดี เพราะจะมีเจ้าหน้าที่เดินตรวจตั๋วอยู่เรื่อยๆ

สถานีรถไฟส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องกั้น ไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจ ไม่ว่าใครก็เดินไปที่ชานชาลาได้ แม้กระทั่งคนไม่มีตั๋ว ก็สามารถขึ้นโดยสารรถไฟได้ที่นี่ใช้ระบบความซื่อสัตย์ เพราะบางขบวนไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋ว โดยเฉพาะรถท้องถิ่น และรถระหว่างเมืองใกล้ๆ 

ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกียวกับการเดินทางโดยรถไฟ

1. ตามสถานีรถไฟจะมีตู้ Locker สําหรับรับฝากกระเป๋า มีให้เลือกขนาดตู้ ตั้งแต่ไซส์เล็ก (6 ฟรังก์) และไซส์ใหญ่ (9 ฟรังก์) คิดค่าบริการทุก 24 ชั่วโมง ฝากได้สูงสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง เมื่อครบ 72 ชั่วโมง ล็อกเกอร์ก็จะเปิดเองโดยอัตโนมัติ หากต้องการใช้บริการฝากกระเป๋าตามสถานีใหญ่ๆ ควรเผื่อเวลาไปถึงสถานีรถไฟ ก่อนเวลาเดินทางเล็กน้อย เพราะบางช่วงเวลาคนเยอะ อาจทําให้เสียเวลา

2. ที่สถานีรถไฟมักมีร้านสะดวกซื้อชื่อ Kiosk โดยเทียบราคากับร้านสะดวกซื้อ ชื่อดังอย่าง Coop และ Migros (ซึ่งส่วนใหญ่มักมีสาขาอยู่ใกล้ๆกัน) ราคาสินค้าที่ร้าน Kiosk จะแพงกว่าเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะน้ำดื่มที่ราคาเฉลี่ยแพงกว่า 2-3 เท่าตัว

3. ห้องน้ำภายในสถานีรถไฟส่วนใหญ่ไม่ได้ให้บริการฟรี เพราะต้องเสียเงินค่าใช้บริการครั้งละ 1 ฟรังก์ บางสถานีอาจแพงกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่บนรถไฟฟรี!

4. รถไฟไม่เปิดประตูเอง ผู้โดยสารมีหน้าที่กดปุ่มเปิดประตู ถ้าไม่กดก็ไม่เปิด เพราะเราเคยชินกับรถไฟบ้านเราที่เปิดประตให้อัตโนมัติ และบางสถานีรถจอดแค่ 1 นาที หากลืมกดเปิดประตู หรือยังไม่เคยชินกับระบบนี้ อาจทําให้พลาดได้

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet