เกร็ดความรู้ และข้อมูลก่อนการเดินทางไปยังประเทศสวิส

switzerland-2

เกร็ดความรู้ และข้อมูลก่อนเดินทาง

  • น้ำดื่มในสวิส

น้ำดื่มในสวิสสามารถเปิดจากก๊อกดื่มได้เลย เพราะน้ำปะปาที่นั่นมีความสะอาดเพียงพอที่จะกดแล้วดื่มได้ เวลาไปถึงที่นั่น อาจจะซื้อน้ำจากซุปเปอร์มาร์เก็ตมาเก็บไว้สักขวด หลังจากดื่มหมดแล้ว ก็เปิดจากก๊อกกรอกลงขวดได้เลย ซึ่งบรรดาร้านอาหารต่างๆ ที่เขานําน้ำฟรีมาให้ดื่ม ก็เป็นน้ำจากก๊อกนี่แหละ ร้านไหนที่ไม่ให้เราสามารถขอได้ฟรี เพียงแจ้งว่า ขอน้ำ Tap Water แต่ถ้าบอกว่า Water เฉยๆ เขาจะนําน้ำเปล่าเป็นขวดมาให้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำแร่แทบทุกร้าน และ ต้องเสียเงินค่าน้ำแร่ที่แพงกว่าร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตด้านนอก

สําหรับราคาน้ำดื่มในสวิสไม่ถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ น้ำแร่ ยี่ห้อดังขนาด 400-500 มล. ขายเพียง 0.8 ฟรังก์ หรือราวๆ 28 บาท บางครั้งน้ำแร่ขวด 1.5 ลิตร ยังราคาไม่เกิน 1.5 ฟรังก์ เมื่อเทียบกับบรรดาค่าอาหาร หรือค่าน้ำดื่มในยุโรป ยังถือว่าอยู่ในราคาที่รับได้ เวลาเลือกซื้อน้ำเป็นขวดด้วยตัวเอง อย่าหยิบขวดผิด เพราะน้ำเปล่าอัดแก๊สได้รับความนิยมเหมือนกัน ในซุปเปอร์มาร์เก็ตมีให้เลือกทั้ง Sparkling Water (อัดแก๊ส) และ Mineral Water (น้ำแร่แบบปกติ) ซุปเปอร์มาร์เก็ตยอดนิยมในสวิส

switzerland-2

ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เห็นอยู่ทุกหัวระแหงในสวิส ไม่ต่างจากเซเว่นอีเลฟเว่นบ้านเรา คือ โคพ (Coop) และมิโกรส (Migros) ผมขอยกตําแหน่งซุปเปอร์มาร์เก็ตมหาชนให้ เพราะมีสินค้าที่ต้องการทุกอย่าง ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าจิปาถะ ในราคาย่อมเยา เช่น น้ำดื่มราคาถูกกว่าร้านข้างนอก 2-3 เท่า

แม้แต่สินค้าชนิดอื่นๆก็ถูกกว่าแน่นอน ผมลองเปรียบเทียบมาแล้ว หากเข้าไปซื้อสินค้าอาหารสดในช่วงเย็น ร้านมักนํามาลดราคาครึ่งต่อครึ่ง นอกจากนี้ตามเมืองใหญ่ๆ ยังมีร้าน Migros Restaurant และ Coop Restaurant ร้านอาหารจานด่วนบริการตนเอง ราคาเป็นมิตร บางสาขาก็เป็นแนTake Away หรือนํากลับไปทานที่บ้าน

การใช้งานล็อกเกอร์ฝากกระเป๋า

ที่สถานีรถไฟแทบทุกแห่ง มีบริการล็อกเกอร์ฝากกระเป๋า (Coin Locker) สําหรับชาช็อปที่นิ้วของหนัก หรือบางครั้งเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมแล้วต้องย้ายเมือง ก็แวะฝากกระเป๋าไว้ได้ทั้งวัน โดยคิดค่าบริการเป็นราย 24 ชั่วโมง ฝากได้สูงสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง ราคาค่าล็อกเกอร์ขึ้นอยู่กับขนาดตู้ที่ใส่สัมภาระ ตู้เล็ก 6 ฟรังก์ ตู้ใหญ่ 9 ฟรังก์

ขั้นตอนการใช้งานก็ไม่ใช่เรื่องยาก นําสัมภาระเก็บในตู้ที่มีกุญแจเสียบอยู่ ซึ่งหมายถึงตู้นั้นว่าง จากนั้นหยอดเหรียญตามจํานวนที่ระบุบนตู้ หมุนกุญแจ แล้วเก็บกุญแจไว้เปิดตู้เมื่อต้องการรับสัมภาระคืน อย่าลืมจําหมายเลขตู้ และตําแหน่งตู้ในสถานีรถไฟไว้ให้ดี เพราะบางสถานีมีอยู่หลายจุด หากไม่มีเหรียญสามารถใช้บริการเครื่องแลกเหรียญได้ ซึ่งอยู่บริเวณใกล้กับล็อกเกอร์ฝากกระเป๋า

ส่งกระเป๋าข้ามเมืองด้วยรถไฟสวิส

หากกระเป๋าสัมภาระขนาดใหญ่เกิน และเป็นภาระต่อการขนย้าย ทางรถไฟสวิส มีบริการขนส่งกระเป๋าไปสถานีรถไฟปลายทาง เรียกบริการนี้ว่า Reisegepack ในอัตราใบละ 12 ฟรังก์ (น้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัม) ส่งก่อนเวลา 19.00 น. แล้วไปรับที่สถานีปลายทางในอีก 2 วัน ตั้งแต่ 9.00 น. หากต้องการแบบเร่งด่วนต้องเสียเงินเพิ่มอีกใบละ 30 ฟรังก์ (ให้บริการเฉพาะสถานีรถไฟหลัก 32 แห่ง) โดยส่งก่อนเวลา 9.00 น. แล้วรับที่ปลายทางเวลา 18.00 น. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเวลาทำการของแต่ละสถานีด้วย

ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง

ก่อนออกเดินทางอย่าลืมตรวจสอบสภาพอากาศของเมืองที่เราจะเที่ยวให้ดี เพราะบางครั้งเจอฝนตกพายุเข้า ทําให้เสียเที่ยวเปล่าๆ เผื่อจะวางแผนย้ายไปเที่ยวเมืองอื่นก่อน โดยเฉพาะการขึ้นพิชิตยอดเขาต่างๆ อากาศมักแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ค่าขึ้นเขาในแต่ละครั้งก็ไม่ใช่ถูกๆ ดังนั้นจึงจําเป็นอย่างยิ่งในการตรวจสอบสภาพอากาศ

นอกจากจะตรวจสอบสภาพอากาศ อุณหภูมิได้จากเว็บไซต์นานาชาติชื่อดัง เช่น Weather.com, BBC Weather แล้วยังมีเว็บไซต์ www.metrocentrale.chen ซึ่งเป็นหน่วยงานของสวิส ส่วนสภาพอากาศบนยอดเขา สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของยอดเขานั้นได้เลย เช่น titlis.ch, jungfrau.ch อาจใช้วิธีชมภาพสดจากกล้อง Webcam บนยอดเขาเพื่อประกอบการตัดสินใจก็ได้ ห้องน้ำสาธารณะไม่ฟรี!

ห้องน้ำสาธารณะในสวิสไม่ฟรี

ต้องเสียค่าใช้บริการครั้งละ 1-2 ฟรังก์ แม้แต่ตามสถานีรถไฟส่วนใหญ่ก็มีผู้ให้บริการเอกชนเข้าไปรับสัมปทานเก็บเงินค่าเข้าห้องน้ำ ส่วนห้องน้้ำบนรถไฟยังเข้าได้ฟรี บางท่านอาจใช้วิธีเข้าห้องน้ำตามร้านแมคโดนัลด์ แต่เขาเริ่มรู้ทัน จะพิมพ์รหัสปลดล็อกประตูเข้าห้องน้ำไว้ในใบเสร็จ ให้เฉพาะลูกค้าของร้านเท่านั้นไม่มีรหัสก็เข้าห้องน้ำไม่ได้!

ขอคืนภาษี (Tax Refund) ในสวิส

อาจเคยได้ยินว่าซื้อของที่ยุโรปไม่ว่าประเทศไหน ก็รวมกันไปขอคืนภาษีที่ประเทศสุดท้ายก่อนออกจากยุโรปได้ แต่ทําไม่ได้ที่สวิส เพราะสวิสไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ร่วมแต่เรื่องเชงเก้น ดังนั้นระบบภาษีจึงแยกจากกลุ่มอียู การขอคืนภาษีก็ทําได้เฉพาะในสวิสเท่านั้น อย่างอียูจะขอคืนได้ 12% แต่สวิสขอได้เพียง 8% โดยมีเงื่อนไขว่าต้องซื้อสินค้าในร้านเดียวกัน วันเดียวกันไม่ต่ำกว่า 300 ฟรังก์ ต้องไม่ใช่ ชาวสวิส และต้องนําสินค้าดังกล่าวออกจากประเทศภายใน 30 วัน

ถ้าคุณสมบัติครบถ้วน ต้องแจ้งพนักงานร้านให้ออกบิลสําหรับยื่น Tax Refun ในบิลที่ร้านค้าออกมาให้เราต้องกรอกข้อมูลเพิ่มเติม (บางร้านพิมพ์ให้หมด) เช่น ให้คืนเงินผ่านบัตรเครดิตหรือเงินสด, เซ็นชื่อรับทราบ และเก็บใบนั้นไว้ยื่นอีกครั้งที่สนามบิน

เมื่อถึงสนามบินก่อนโหลดกระเป๋า ให้เดินไปที่เคาน์เตอร์ Tax Refund แสดงเอกสารที่ร้านค้าออกให้พร้อมสินค้า และตั๋วเครื่องบินขาออก เพื่อประทับตราขอคืนภาษี สามารถขอรับภาษีคืนเป็นเงินสด (เสียค่าธรรมเนียม 5 ฟรังก์) หรือคืนผ่านบัตรเครดิต (ไม่เสียค่าธรรมเนียม) ก็ได้ แต่ผมแนะนําให้เลือกรับเงินคืนเป็นเงินสด เพราะนอกจากได้เงินสดมาอยู่กับตัวเราแล้ว ยังลดความเสี่ยงที่จดหมายขอคืนภาษีจะตกหล่นด้วย เนื่องจากการขอคืนผ่านบัตรเครดิต ต้องส่งเอกสารการขอคืนภาษีหย่อนลงตู้จดหมายส่งไปที่สำนักงาน Global Blue ประเทศสโลวาเกีย บางครั้งอาจต้องรอนานกว่า 3 เดือน และอัตราแลกเปลี่ยนผ่านบัตรเครดิตก็ไม่คุ้มเท่าเงินสด

เป็นปัญหาให้นักท่องเที่ยวอยู่พอสมควร สําหรับการขอคืนภาษีเมื่อเดินทางไปเที่ยวประเทศอื่นในอียูต่อ หรือเที่ยวในประเทศอียูแล้วมาเที่ยวสวิสก่อนบินกลับไทย เช่น ซื้อของในฝรั่งเศส แล้วมาเที่ยวสวิสต่อการจะขอ Tax Refund ฝรั่งเศสได้ ต้องมี French Custom Stamp หรือตราปั้มของศุลกากรฝรั่งเศส ซึ่งหาในสวิสค่อนข้างลําบาก เพราะทุกคนจะบ่ายเบี่ยงว่า ที่นี่คือสวิส ถ้าอยากได้ของรั่งเศสก็ให้กลับไปฝรั่งเศส ทั้งที่จริงสามารถทําได้ที่ Global Blue สนามบินเจนีวา, สนามบินซูริค (แต่ต้องวัดดวงกับเจ้าหน้าที่ เพราะไม่ค่อยประจําที่จุดประทับตราศุลกากรฝรั่งเศส จนอาจต้องขึ้นรถไฟ ย้อนไปสนามบิน Euro Airport เมืองบาเซิล เพื่อประทับตราศุลกากรฝรั่งเศส)

กรณีซื้อของที่สวิส แล้วออกไปประเทศอียู จากนั้นบินกลับไทยง่ายกว่าเยอะ เพราะทําเรื่องขอรับเงินคืนได้ที่เคาน์เตอร์ Global Blue ตามเมืองใหญ่ๆในสวิสได้เลย แล้วจะไปเที่ยวประเทศอื่นในกลุ่มอียูต่อ ก็ไม่เป็นไร

คําถามที่ว่า ซื้อของแบรนด์เนมที่สวิส หรือเยอรมัน ฝรั่งเศสดี ผมแนะนําว่า หากเดินทางไปหลายประเทศ ให้ไปซื้อที่ประเทศในอียูดีกว่า เพราะอียูสามารถขอคืน ภาษีได้ 12% มากกว่าสวิสที่ขอคืนได้ 8% เท่านั้น

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet