‘อูลานบาตาร์’ เมืองที่อยู่ทางทิศเหนือของประเทศมอลโกเลีย

ulaanbaatar

-อูลานบาตาร์ (Ulaanbaatar)-

อูลานบาตาร์ (Ulaanbaatar) หรือเรียกในแบบภาษาอังกฤษว่า อลันบาร์ตอ (Ulan Bator) เมืองหลวงที่อยู่ค่อนไปทางตอนเหนือของประเทศมองโกเลีย ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1778 เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและประชากรเกือบครึ่งประเทศพักอาศัยในเมืองนี้ ภูมิประเทศเป็นที่ราบอยู่ในหุบเขา มีแม่น้ำตกไหลผ่าน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสําคัญที่หล่อเลี้ยงการเพาะปลูก เพราะมองโกเลียเป็นดินแดนที่ฝนตกน้อยมากในปัจจุบันเมืองมีการพัฒนาตึกสูงทันสมัย ถนนหนทางขยายมากขึ้น สถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งเลยเหมือนซุกตัวในท่ามกลางตึกสูง แต่ยังพบว่าในบางตึกอาคารเก่ายังคงเป็นสไตล์กลิ่นอายยุคโซเวียตที่เข้า มามีอิทธิพลในการปกครองสมัยนั้นอยู่ ที่เน้นขนาดความใหญ่โตและขึงขังน่าเกรงขาม

ชานเมืองอูลานบาตาร์

สําหรับการพักในตัวเมืองหรือใกล้กับสถานีรถไฟการเดินสํารวจเมืองด้วย 2 ขาไม่ใช่ เรื่องยากจนเกินไป เพราะบริเวณแหล่งท่องเที่ยวจะกระจุกตัวแถวจัตุรัสชคบาตาร์ ระหว่างทางจะมีร้านอาหารมากมายทั้งถนน Peace และถนน Seoul ทั้งธนาคาร ห้างสรรพสินค้าก็มี จึงเดินได้อย่างสะดวก หรือจะใช้บริการแท็กซี่ก็มีให้เลือกใช้ แต่มีสิ่งที่ต้องพึงระวังคือ การเดินข้ามถนนเพราะบ้านเมืองเค้าขับชิดขวากัน แต่มีทั้งพวงมาลัยขวาและซ้าย และยังขับรถเร็วพอสมควร ในการข้ามถนนตามสีแยกใหญ่ แม้จะดูไฟเขียวสําหรับคนข้ามถนน อย่างดีแล้วก็ตาม ก็จะมีรถสวนมาจากอีกแยกซึ่งสับสนพอดูยากที่จะเข้าใจกฎจราจรที่นี่จริงๆ จึงควรจะข้ามตามคนมองโกเลียหรือข้ามกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆแทน

อูลานบาตาร์ อาณาจักรข่านโบราณ

อูลานบาตาร์ (Ulaanbaatar) หรือเรียกในแบบภาษาอังกฤษว่า อลันบาร์ตอ (Ulan Bator) เมืองหลวงที่อยู่ค่อนไปทางตอนเหนือของประเทศมองโกเลีย ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1778 เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและประชากรเกือบครึ่งประเทศพักอาศัยในเมืองนี้ ภูมิประเทศเป็นที่ราบอยู่ในหุบเขา มีแม่น้ําตลไหลผ่าน ซึ่งเป็นแม่น้ําสายสําคัญที่หล่อเลี้ยง การเพาะปลูก เพราะมองโกเลียเป็นดินแดนที่ฝนตกน้อยมากในปัจจุบันเมืองมีการพัฒนา ตึกสูงทันสมัย ถนนหนทางขยายมากขึ้น สถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งเลยเหมือนซุกตัวใน ท่ามกลางตึกสูง แต่ยังพบว่าในบางตึกอาคารเก่ายังคงเป็นสไตล์กลิ่นอายยุคโซเวียตที่เข้า มามีอิทธิพลในการปกครองสมัยนั้นอยู่ ที่เน้นขนาดความใหญ่โตและขึงขังน่าเกรงขาม

สําหรับการพักในตัวเมืองหรือใกล้กับสถานีรถไฟการเดินสํารวจเมืองด้วย 2 ขาไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป เพราะบริเวณแหล่งท่องเที่ยวจะกระจุกตัวแถวจัตุรัสชคบาตาร์ ระหว่างทางจะมีร้านอาหารมากมายทั้งถนน Peace และถนน Seoul ทั้งธนาคาร ห้างสรรพสินค้าก็มี จึงเดินได้อย่างสะดวก หรือจะใช้บริการแท็กซี่ก็มีให้เลือกใช้ แต่มีสิ่งที่ต้องพึงระวังคือ การเดินข้ามถนนเพราะบ้านเมืองเค้าขับชิดขวากัน แต่มีทั้งพวงมาลัยขวาและซ้าย และยังขับรถเร็วพอสมควร ในการข้ามถนนตามสีแยกใหญ่ แม้จะดูไฟเขียวสําหรับคนข้ามถนนอย่างดีแล้วก็ตาม ก็จะมีรถสวนมาจากอีกแยกซึ่งสับสนพอดูยากที่จะเข้าใจกฎจราจรที่นี่จริงๆ จึงควรจะข้ามตามคนมองโกเลียหรือข้ามกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆแทน

สําหรับใครที่จองที่พักออนไลน์มา อาจจะแจ้งทางที่พักให้มารับที่สถานีรถไฟได้เอง เพราะเห็นมีเจ้าของที่พักหลายที่มายืนชูป้ายชื่อที่พักและชื่อคนที่จองไว้กันเสมือนที่เห็นตามสนามบินของไทย หรือถึงจะไม่ได้จองที่พักล่วงหน้ามาก็จะมีคนมาแจกโบรชัวร์ ที่พักพร้อมข้อเสนอให้เลือกสรรกันจะตกลงเลือกกันตรงนั้นเลยก็ได้ 

  • วิหารทานแดน

วิหารกานแดน มีชื่อเต็มว่า Gandan Tegchinlen Monastery แปลว่า สถานที่สุดแสนยินดี เป็นวัดพุทธศาสนาแบบทิเบตสร้างในปี ค.ศ.1838 และมีความสําคัญที่สุดในมองโกเลีย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองอูลานบาตาร์ และมีบทบาทสําคัญในการเชิญองค์ ดาไลลามะมาเยือนถึง 2 ครั้ง ภายในวิหารมีวัดตั้งอยู่หลายหลังที่สําคัญคือ วัด Janraisig

ulaanbaatar
Gandan monastery in ulan bator, Mongolia
  • วัด Janraisig

เดิมภายในวัดมีองค์พระโพธิสัตว์อวโลกเตศวร (Migjid Janraisig) สร้างโดยคําสั่งของ บอร์ด ข่าน (Bogd khan-กษัตริย์มองโกล) ที่ 8 เมื่อปี ค.ศ.1911 เพื่อขอพรให้ดวงตาหาย จากอาการติดเชื้อโรคซิฟิลิส แต่ต่อมาวัดกลับ ถูกทําลายไปในปี ค.ศ.1937 แม้แต่องค์พระประธานขนาดใหญ่ก็ถูกทําลายเช่นกัน โดยโซเวียตเอาไปหล่อเพื่อนําไปทําลูกกระสุนปืน เพราะศาสนาถือว่าเป็นสิ่งต้องห้ามในการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ รวมทั้งพระลามะ เองก็ถูกสังหารไปมากมายด้วยเช่นกัน แต่ในภายหลังตัววัดและองค์พระโพธิสัตว์อวโลก เตศวรได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ.1996 หลังการล่มสลายสหภาพโซเวียต และมองโกเลียได้เปลี่ยนเป็นระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ตัวองค์พระทําขึ้นใหม่จากทองสัมฤทธิ์ ปิดทองสกอร่าม มีความสง 265 เมตร ภายในองค์พระมีลักษณะกลวง บรรจุยาสมุนไพร 27 ตัน 334 คัมภีร์สุตรา และบทสวดมนต์กว่า 2 ล้านชิ้น

ภายในวัดยังประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดเล็กกว่า 1,000 องค์รายรอบผนัง และในปัจจุบันวัดกานแดนยังเป็นมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาของพระลามะอีกด้วย

วิหารกานแดนอยู่ในตัวเมืองที่ โอบล้อมด้วยตึกสูงที่กําลังก่อสร้างอยู่ วัดอยู่บนพื้นที่เนินสามารถมองเห็นตัววัดได้ในระยะไกล ถนนด้านหน้า 2 เลน มุ่งสู่ตัววัดมีพื้นที่สาธารณะกลางถนนขนาด ใหญ่ปด้วยอิฐบล็อกวางอุปกรณ์กีฬาแบบ แฮนด์เมดให้คนเมืองได้มาใช้ออกกําลังกาย ส่วนใหญ่จะเห็นเด็กๆมองโกเลียมาเล่น อุปกรณ์เหล่านี้อย่างสนกสนานเฮฮา ขณะเดียวกันบริเวณนี้ก็มีผู้คนนิยมมานั่งเล่นพักผ่อนพูดคุยกันบ้างก็ซื้ออาหารนกมาโปรย เลี้ยงนกพิราบฝูงใหญ่หน้าวัด และจากทาง เข้าประตูใหญ่บริเวณขายตัวจะอยู่ทางขวามือด้านใน ช่วงที่ไปราวบ่าย 3 กว่าๆ ผู้คน ยังมีพอสมควร หลังจ่ายค่าตัวแล้วให้เดินตรงไปจะเจอน้ำพุรูปปั้นเทพเจ้า มีลักษณะสีสันสดใสส่วนด้านหลังอาคารสีขาว หลัง สีเขียว คือ วัด Janraisig

ulaanbaatar

เปิดให้บริการเวลา: 08.30-19.00 น.
ค่าเข้าชม: 4,000 ทุกรุก ค่าถ่ายรูป ภายใน 7,000 ทุกรุก
สถานที่ตั้ง: อยู่ทางตอนเหนือของ Zanabazaryn Gudamj
เว็บไซต์: www. gandan.mn (ภาษามองโกเลีย)

  • วัด Ja Didan-Lavran

ในบริเวณวัดกานแดนยังมีที่สําคัญอีกที่หนึ่งคือ วัด Didan-Lavran หรือวิทยาลัยลามะ Duinkhor อาคาร 2 ชั้นสีเหลืองทางด้านขวา ของวัด Janraisig เคยเป็นประทับขององค์ดาไลลามะที่ 13 ระหว่างเสด็จเยือนวัดกานแดนในปี ค.ศ.1990 และ ค.ศ.1995

กระถางธูปยักษ์หน้าวัดจะสามารถพบเห็นคนมองโกลเดินเวียนขวาวนรอบกระถางเช่นเดียวกับการ หมุนกงล้อสวดมนต์หรือการเดินวนรอบองค์พระพุทธรูป (คล้ายๆที่บ้านเราที่เดินรอบเจดีย์หรืออุโบสถโดยเวียนขวา) พร้อมกับสวดมนต์และแตะกระดิ่งที่ห้อยอยู่ โดยรอบลวดลายกระถางสลักรูปมังกรนูนสีทองและ ตัวหนังสือมองโกเลียโบราณ

พระลามะในมองโกเลีย

ในภาษาทิเบตคําว่า ลามะ แปลว่า สุดประเสริฐ สําหรับนิกายที่แพร่หลายในทิเบตและจีน รวมทั้งในมองโกเลีย คือ นิกายหมวกเหลืองหรือเกลุคปา (Gelupa) ในสมัยกองทัพมองโกล เรืองอํานาจได้ขยายอิทธิพลเข้าไปในเข้าไปในทิเบตและได้ล้มล้างระบอบกษัตริย์ ข่านแห่งมองโกลเกิดเลื่อมใสในนิกายหมวกเหลือง จึงสนับสนุนให้องค์ดาไลลามะเป็นองค์ประมุขทั้งพุทธศาสนาและการปกครองในทิเบตแทน ส่วนอีกนิกาย คือ ลามะ หมวกแดงหรือนิ่งมาปา (Nyingmapa) เป็นศาสนาประจําชาติ ของประเทศภูฏาน พระลามะจะบวชตั้งแต่เด็ก รักษาพรหมจรรย์ สามารถฉันอาหารได้ 3 มื้อ และเมื่อโตขึ้นถ้าตัดสินใจอุปสมบทต่อจะต้องบวชตลอดชีวิตไม่สามารถสึกได้อีกแล้ว

ตําแหน่งองค์ดาไลลามะ คือ ตําแหน่งสูงสุดทั้งศาสนา และการปกครองของทิเบต

ว่ากันว่าองค์ดาไลลามะที่14 ที่ปัจจุบันลี้ภัยอยู่ที่อินเดียท่าน คือการกลับชาติมาเกิดใหม่ขององค์ดาไลลามะที่ 13 ซึ่งบันทึกใน หนังสือ “อิสรภาพในการลี้ภัย Freedom Exile” เขียนโดยดาไลลามะ องค์ที่ 14 หลังจากองค์ดาไลลามะที่ 13 สวรรคต ซึ่งเดิมพระพักตร์ พระศพหันไปทางทิศใต้ กลับหันไปทางตะวันออกเฉียงเหนือแทน และลามะผู้แทนพระองค์นั่งสมาธิเกิดนิมิตเห็นอักษรทิเบต 3 ตัว และวัดหลังคาสีฟ้าประดับทอง 3 ชั้น จากนั้นมีทางเดินเชิงเขาเล็กๆ นําไปสู่บ้านหลังหนึ่งที่มีรางน้ํารูปร่างประหลาด ต่อมาคณะรัฐบาลทิเบตก็ออกค้นหาตามละแวกนั้นจนเจอกับสิ่งที่ปรากฏตามที่พระลามะเห็นในนิมิตทั้งหมด และบ้านหง เด็กชาย ลาโม ทอนดูป ที่สามารถจดจําพระลามะที่มากับขบวนค้นหาได้ และเมื่อทองเอาข้าวขององค์ดาไลลามะที่ 13 วางปะปนกับของอื่นๆ เด็กชาย ลาโม ทอนดุป ก็สามารถ แยกแยะได้อย่างถูกต้อง องค์ดาไลลามะที่ 14 จึงถูกแต่งตั้งหลังจากเด็กชาย ลาโม ทอนดป บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่หลังจากจีนยึดครองทิเบต พระองค์จึงต้องลี้ภัยไปอินเดียและเรียกร้อง อิสรภาพเพื่อชาวทิเบตตลอดจนทุกวันนี้...

พุทธศาสนาในมองโกเลีย…กับความแยบยลของจีน

จักรพรรดิกุบไลข่านแห่งราชวงศ์หยวนของจีน ได้รับเอา ศาสนาพุทธทิเบตแนววัชรยานเป็นศาสนาประจําชาติควบคู่กับ การบูชาลัทธิ Shamanism ที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ต่อมาใน ช่วงยุคสมัยมองโกเลียอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิงของ จีนก็ได้สนับสนุนศาสนาพุทธ ทําให้อยู่ในยุคเฟื่องฟูอย่างมาก มี การก่อสร้างวิหารอารามเป็นจํานวนมากในมองโกเลีย รวมทั้ง มีพระลามะร่วม 30,000 คน ผลจากนโยบายของจีนทําให้ชาย ชายสูงอายุในชุดแต่งกายพื้น มองโกเลียบวชเป็นพระลามะมากถึงราว 35% และชาวมองโกล มองมองเกม เองนิยมบวชตั้งแต่อายุ 5-6 ปี ซึ่งผลทางอ้อมก็เพื่อควบคุมการปกครองทําให้ไร้แรงต้านจาก ประชาชน (มีแต่นักบวชชายมากกว่าจะคิดเป็นทหาร) แต่ภายหลังศาสนาพุทธถูกทําลายไป ในยุคคอมมิวนิสต์และถูกฟื้นฟูในเวลาต่อมาในปัจจุบันชาวมองโกลนับถือศาสนาพุทธทิเบต นิกายหมวกเหลืองแนววัชรยาน ที่จะพบเห็นกงล้อมนต์ที่อยู่ตามวัด ธงมนต์ที่มีบทสวดมนต์ พิมพ์ไว้ผูกตามที่ต่างๆ และหนังสือสวดมนต์ที่มักจะเก็บไว้ที่แท่นบูชาในเกอร์

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet