ตะลอนเที่ยวรอบกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงแห่งประวัติศาสตร์โลก ตอนที่ 1

ประตูบรันเดนบูร์ก Brandenburger Tor

ตะลอนเที่ยวรอบกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงแห่งประวัติศาสตร์โลก ตอนที่ 1 : อาคารรัฐสภา Bundestag, ประตูบรันเดนบูร์ก Brandenburger Tor, อนุสรณ์สถานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว Holocaust : The Memorial to the Murdered Jews of Europe, พอตส์ดาเมอร์พลัทซ์ Potsdamer Platz

BERLIN เบอร์ลิน

BERLIN เบอร์ลิน

เบอร์ลิน เมืองหลวงหลากเรื่องราวมีเรื่องกล่าวขานอย่างไม่มีวันหมด รอยอดีตอันแสนปวดร้าว ยังคงมีร่องรอยทิ้งไว้ให้เห็นแบบตั้งใจเก็บไว้ให้ดู โดยเฉพาะซากกําแพงเบอร์ลินที่เคยแบ่งเมือง ออกเป็นสองฝั่งในช่วงสงครามเย็นหลังสงครามโลก

แต่ภายหลังรวมชาติได้สําเร็จ เบอร์ลินก็ได้เร่งพัฒนาตนเองให้ก้าวเท่าเทียมมหานครใหญ่ยุโรปในแบบฉบับของตนเองที่เมืองอื่นไม่มี ปัจจุบันทุกวันนี้เบอร์ลินจึงทั้งทันสมัย เป็นศูนย์กลาง วัฒนธรรมของยุโรป มีพิพิธภัณฑ์มากมาย โรงหนังโรงละครหลากหลาย โบสถ์วิหารเก่าแก่ แหล่งช้อปปิ้งชั้นเยี่ยม แต่ที่หาดูยากก็คืออาคารบ้านเรือนจากเมืองเก่ายุคกลางแบบที่เมืองอื่นๆ เขามีกัน เพราะแทบทั้งหมดได้ถูกทําลายไปในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้งนั่นเอง

ในอดีตเบอร์ลินมีฐานะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรปรัสเซีย (ค.ศ.1701-1918) ซึ่งมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่แคว้นบรันเดนบูร์ก (Brandenburg) ครอบคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือ (ในขณะที่ทางใต้ของเยอรมนี้เป็นอาณาเขตของอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี) กษัตริย์พระองค์แรกของอาณาจักรคือ พระเจ้าฟรีดริชที่ 1 และกษัตริย์องค์สุดท้ายคือ พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 2

หลังจากนั้นเบอร์ลินถูกรวมเข้ากับจักรวรรดิเยอรมัน (อาณาจักรไรซ์ที่ 1 และ 2) ภายหลังระบอบกษัตริย์ถูกยกเลิก การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เยอรมนีอยู่ในฝ่ายที่พ่ายแพ้ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจํานวนมาก ทําให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ เกิดความขัดแย้งทางการเมืองตาม มา ฝ่ายหนึ่งต้องการปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ อีกฝ่ายต้องการเป็นแบบสาธารณรัฐ โดยฝ่าย หลังเป็นผู้ชนะ แต่ก็ไม่ได้ทําให้อะไรดีขึ้น เศรษฐกิจยังย่ำแย่ ผู้คนยังตกงาน เป็นเหตุให้ฮิตเลอร์ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1933 ก่อกําเนิดเกิดเป็นอาณาจักรไรซ์ที่ 3 (1933-1945)

เขาประกาศก้องว่าจะเปลี่ยนโฉมเยอรมนีเสียใหม่ โดยนํานโยบายลัทธินาซีที่ทางพรรคได้เคยออกแถลงการณ์ในปี 1920 ออกมาใช้ ผลก็คือชาวยิวถูกริดรอนสิทธินําไปสู่การสังหารหมู่ ไม่เพียงแค่เฉพาะชาวยิวในเยอรมนีเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงชาวยิวในเมืองต่างๆทั่วยุโรปที่ทัพเยอรมนีเข้าบุกยึดขยายอาณาเขต และนี่เองจึงเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของเยอรมนีและฝ่ายอักษะ ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงเข้าปกครองเยอรมนี แต่ด้วยเรื่องของอํานาจและอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน สหภาพโซเวียตจึงประกาศถอนตัวออกจากฝ่ายสัมพันธมิตร เยอรมนีจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยฝั่งตะวันตกให้อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ปกครอง ส่วนฝั่งตะวันออกยกให้สหภาพโซเวียตเป็นผู้ดูแล และกรุงเบอร์ลินก็ถูกแบ่งสรรปันส่วนพื้นที่ในลักษณะเดียวกัน

ฝั่งตะวันตกปกครองด้วยระบบเสรีนิยม ส่วนฝั่งตะวันออกถูกปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม ในช่วงแรกๆประชาชนทั้ง 2 ฝังก็ยังไปมาหาสู่กันได้ตามปกติ แต่หลังจากนั้นก็เกิดความเลื่อมล้ำทั้งในด้านชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจ ประชาชนฝั่งตะวันออกจึงอพยพเข้าอีกฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลโซเวียตจึงแก้ปัญหาด้วยการสร้างกําแพงล้อมรอบเบอร์ลินในส่วนของตนเองเอาไว้เสียเลย พร้อมๆกับการเข้าสู่ยุคสงครามเย็น ผลก็คือประชาชนฝั่งตะวันออกพยายามลักลอบหนีออกมาด้วยวิธีการต่างๆนานา ซึ่งภาพและเรื่องราวเหล่านี้มีให้เห็นในพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เบอร์ลินถูกจับจองแบ่งการปกครองโดย 4 ชาติภายหลังกําแพงเบอร์ลินถูกทลายลง เบอร์ลินฝั่งตะวันออกจึงถูกเผยโฉมต่อสายตาชาวโลก และสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เรื่องนี้ ดูเหมือนว่าหลงเหลือปรากฏให้เห็นในฝั่งตะวันออกมากกว่า การเที่ยวเบอร์ลินควรจัดเวลาไว้ไม่น้อยกว่า 3 วัน ซึ่งพอทําให้ตามรอยสถานที่ในประวัติศาสตร์ ชมพิพิธภัณฑ์หรือเดินเที่ยวชมย่านต่างๆได้เกือบทั่ว การเดินทางในเบอร์ลินถือว่าสะดวกสบาย ร้านค้าอาหารที่หารับประทานง่าย ที่เที่ยวหลากหลายแปลกตา สิ่งเหล่านี้จะทําให้การเที่ยวไปในเบอร์ลินน่าค้นหาและเพลินเพลินได้ไม่น้อย ไม่ว่าท่านจะเป็นนักท่องเที่ยว นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ ศิลปิน อาร์ตติส หรือเด็กแนว

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ www.visitberlin.de

อาคารรัฐสภา Bundestag

อาคารรัฐสภา Bundestag

อาคารรัฐสภาเยอรมันสร้างเมื่อปี ค..1894 ใช้เป็นที่ทําการรัฐสภาของจักรวรรดิไรซ์ด้วยสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองซ์ จึงเรียกอาคารนี้ว่า “ไรซ์สทาก” (Reichstag) พอถึงปี 1933 ถูกวางเพลิง จะด้วยการจงใจของพรรคนาซีหรือถูกกลุ่มต่อต้านเผา ก็เป็นข้ออ้างให้พรรคนาซีขึ้นครองอํานาจในภาวะที่การเมือง ไร้เสถียรภาพ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับความเสียหายอย่างมากจากแรงระเบิด จึงต้องสร้างขึ้นมาใหม่ระหว่างปี 1957-1971 และอาคารหลังที่เห็นในปัจจุบันสภาพสมบูรณ์นี้ได้รับการบูรณะใหม่ในปี 1999 โดย เซอร์ นอร์แมน ฟอสเตอร์ สถาปนิกชาวอังกฤษเป็นผู้ออกแบบเพิ่มยอดโดมกรุกระจกที่มีบันไดเวียนขึ้นไปดาดฟ้าได้

ข้อความ Dem Deutschen Volke สลักอยู่หน้าอาคารแปลได้ว่า “แด่ชาวเยอรมัน” นอร์แมน ฟอส เตอร์ ตั้งใจมอบให้เป็นของขวัญกับชาวเยอรมันทุกคน ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ชมสถาปัตยกรรมภายในที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ เมื่อก่อนต้องตื่นแต่เช้าไปเข้าคิวรอ แต่ปัจจุบันสามารถลงทะเบียนเพื่อจองคิวผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทาง www.bundestag.de ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ลงทะเบียนเข้าชม

การเดินทาง :  U55 สถานี Bundestag
เวลาเปิด : ทุกวัน 8.00-24.00 . รอบสุดท้าย 21.45 . อาจหยุดในบางวัน โปรดตรวจสอบจาก
ค่าเข้าชม : ฟรี 
เว็บไซต์ : www.bundestag.de

ประตูบรันเดนบูร์ก Brandenburger Tor

ประตูบรันเดนบูร์ก Brandenburger Tor

นี่คือสัญลักษณ์กรุงเบอร์ลินที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดี ผู้มาเบอร์ลินครั้งแรกควรมาที่นี่ แม้ความใหญ่ โตจะสู้ประตูชัยแห่งปารีสไม่ได้ แต่ที่แน่ๆคือจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศสเคยเดินลอดประตูนี้ รวมทั้งจักรพรรดิและกษัตริย์อีกหลายพระองค์ที่เคลื่อนขบวนกําลังพลประกาศชัยชนะในการศึกต่างๆ รวมทั้งเป็นเวทีในการชุมนุมประท้วงเรียกร้องของฝ่ายต่างๆด้วย

ประตูตั้งอยู่ระหว่างถนน 17 Juni ที่ทอดยาวไปทางตะวันตกกับจัตุรัสพารีเซอร์ (Pariser Platz) ที่ เชื่อมต่อกับถนนอินเทอร์เดนลินเดิน (Unter den Linden) ถนนที่มีความสําคัญทางประวัติศาสตร์ซึ่งทอดยาวไปทางตะวันออก การสร้างเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1788 ในสมัยพระเจ้าเฟรเดอริกวิลเลียมที่ 2 แห่งปรัสเซีย ใช้เวลาเพียง 2 ปีก็แล้วเสร็จด้วยสถาปัตยกรรมเลียนแบบประตูเมือง Propvaea แห่ง Acropolis Athens ประกอบด้วยเสาดอริก 12 ต้น ด้านบนประดับด้วยขบวนรถม้าสี่ตัวพาเทพีแห่ง ชัยชนะมุ่งหน้าไปทางตะวันออก ครั้งหนึ่งเคยถูกนโปเลียนนํากลับไปยังกรุงปารีสด้วย แต่ในปี 1814 เยอรมนีก็ทวงคืนกลับมาได้

ในช่วงที่เบอร์ลินแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ประตูบรันเดนบูร์กอยู่ตรงแนวกําแพงพื้นที่ของเยอรมันตะวัน ออก ภายหลังกําแพงถูกทลายลงในปี 1989 ประตูแห่งนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการรวมชาติ และได้รับการบูรณะให้สวยงามอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ทุกวันมีนักท่องเทียวไปเยือนประตแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย มีการจัดงานหรือพิธีรําลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งการเฉลิมฉลองในโอกาศพิเศษให้เห็นอยู่บ่อยๆ เช่น งานเคาท์ดาวน์รับปีใหม่ การฉลองถ้วยแชมป์ฟุตบอลที่ทีมชาติเยอรมันเข้าร่วมแข่งขันและได้แชมป์มา

ส่วนจัตุรัสปารีเซอร์ในอดีตเคยรายรอบด้วยบ้านพักของบุคคลสำคัญมากมาย แต่มาถูกทําลายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้ง โรงแรมอัดลอน (Hotel Adlon) เคยเป็นโรงแรมชั้นนําในยุคจักรวรรดิไรซ์ก็ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่อย่างทันสมัยสวยงามในปี 1997

การเดินทาง : S1, S2, U55 สถานี Branderburger Tor หรือเดินจากอาคารรัฐสภไม่เกิน 5 นาที

อนุสรณ์สถานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว Holocaust : The Memorial to the Murdered Jews of Europe

 อนุสรณ์สถานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว Holocaust : The Memorial to the Murdered Jews of Europe

จากประตูบรันเดนบูร์กลงไปทางใต้นิดเดียวจะเห็นแท่งคอนกรีตจํานวนมากเรียงแถวสูงต่ำอยู่เต็มไปหมด นี่คืออนุสรณ์สถานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรปที่เสียชีวิตไปกว่า 6 ล้านคน ในช่วงที่พรรคนาซีครองอํานาจภายใต้ผู้นําเผด็จการโลกไม่ลืม “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ผู้เกลียดชังชาวยิวอย่างรุนแรง จึงออกนโยบายกําจัดชาวยิวให้สิ้นไปจากแผ่นดินเยอรมัน

การจัดวางแท่งคอนกรีตจํานวน 2,711 แท่งเป็นผลงานการออกแบบของ PeterEisenman สถาปนิกชาวอเมริกัน โดยช่องว่างระหว่างแท่งคอนกรีตแต่ละแท่งห่างกัน 95 เซ็นติเมตร ความสูงต่ำไม่เท่ากัน บางแท่งสูงเหนือศีรษะ เมื่อมองไกลๆจึงเห็นเป็นมิติ ชาวเยอรมันสร้างสุสานแห่งนี้ขึ้นกลางกรุงเบอร์ลินในปี ค.. 2003-2005 เพื่อเป็นการไถ่บาปที่บรรพบุรุษของพวกเขากระทําต่อชาวยิวอย่างโหดร้ายทารุณนั่นเอง และผู้คนรู้จักสุสานแห่งนี้ในอีกชื่อหนึ่งว่า Field of Stelae

ลัทธินาซีฮิตเลอร์ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ : เมื่อพรรคนาซีก้าวขึ้นสู่อํานาจในปลายศตวรรษที่ 19 กระแสต่อต้านชาวยิว กระแสจักรวรรดินิยมและความคลั่งชาติของคนเยอรมันลุกลามไปทั่วยุโรปจนเกิดเป็นลัทธินาซีขึ้นมา กระทั่งถึง ปี 1933 เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler : 1889-1945) ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาได้ออกกฎหมายควบคุมชาวยิวขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการห้ามชาวยิวแต่งงานข้ามเชื้อชาติ ตัดสิทธิความเป็นพลเมืองเยอรมัน ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งและไม่มีสิทธิทํางานในหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น

การทําร้ายชาวยิวในที่สาธารณะปรากฏให้เห็น แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่ได้เข้าไปห้ามปรามแต่อย่าง ใด ในช่วงนั้นกองทัพเยอรมันได้รุกคืบยึดครองพื้นที่กว่าครึ่งของทวีปยุโรป ชาวยิว ชาวสลาฟ เชลยศึก และผู้ต่อต้านลัทธินาซีถูกจับกุมและส่งไปค่ายกักกัน บ้างถูกสังหาร บังคับใช้แรงงานหรือนําไปทดลอง และจากความเชื่อที่ว่าชาวเยอรมันนั้นเป็นชนชาติที่เลิศเลอที่สุดในโลก ส่วนชนเผ่าที่แย่ที่สุดก็คือชาวยิว ดังนั้นเพื่อไม่ให้ชาวยิวมารวมเลือดเนื้อกับชาวเยอรมัน วิธีเดียวที่จะกําจัดออกไปได้ก็คือการสังหารชาวยิวไปให้หมดสิ้นตามแผน “คําตอบสุดท้าย” นาซีจึงตั้งหน่วยสังหารขึ้นมา เพื่อล่าสังหารชาวยิวทุกคนที่ได้พบเจอ ว่ากันว่ามีชาวยิวถูกสังหารไปกว่า 1.5 ล้านคน

แผนการนี้ถูกล้มเลิกไปเมื่อนาซีค้นพบวิธีการสังหารที่ได้ผลกว่านั่นคือ “การรมแก๊สพิษ” ในค่ายกักกัน ค่ายกักกันแห่งแรกถูกสร้างขึ้นที่เมืองดา เคา (ใกล้มิวนิค) ต่อมามีการสร้างขึ้นมาอีกหลายแห่งเช่นที่ เอาช์วิตซ์เบียร์เคอเนา (ใกล้เมือง Krakow ในโปแลนด์) เทรบลิงคา เบลเชคโซบิบอร์ ลูบลิน คาดกันว่ามีชาวยิวถูกสังหารด้วยวิธีการนี้ไปกว่า 6 ล้านคน และชนเชื้อชาติอื่นๆอีก 6 ล้านคนด้วยน้ำมือของนาซี นับเป็นประวัติศาสตร์ที่โหดร้ายที่สุดของมวลมนุษยชาติ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ลัทธินาซีจึงถูกกวาดล้าง ชาวเยอรมันส่วนใหญ่ต่างรู้สึกสํานึกในความผิดและออกมาขอโทษชาวยิวรวมทั้งชนชาติยุโรปอื่นๆ ทําให้ประเทศเพื่อนบ้านรู้สึกสบายใจขึ้น แต่ก็ไม่วายเกิด “ลัทธินีโอนาซี” (Neo-Nazism) ขึ้นมา แม้เป็นเพียงขบวนการใต้ดิน โดยลัทธินี้ยังถือคตินิยมเหยียดเชื้อชาติอื่นๆไม่ว่าจะเป็นคนเอเชียหรือชาวผิวดํา อย่างไรก็ตามในปัจจุบันการทําร้ายคนต่างชาติก็ไม่ค่อยพบเห็นแล้วในเยอรมนี

พอตส์ดาเมอร์พลัทซ์ Potsdamer Platz

พอตส์ดาเมอร์พลัทซ์ Potsdamer Platz

จากย่านการค้าที่เคยรุ่งเรืองในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พอตส์ดาเมอร์พลัทซ์ ได้ถูกพลิกฟื้นขึ้นมาเพื่อหวังให้เป็นย่านการค้าที่คึกคักเช่นเดิม บรรดาตึกสูงทันสมัยทยอยผุดขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นจัตุรัสกว้างโดยมีสี่แยกใหญ่เป็นจุดศูนย์กลาง ว่ากันว่าไฟจราจรแห่งแรกของเยอรมันถือกําเนิดเกิดขึ้นที่นี่

ตึกรูปร่างแปลกๆ ผลงานของสถาปนิกดังหลายคน มีให้ชมกันหลายแห่ง เริ่มจาก DB Haus สูง 22 ชั้น เป็นสํานักงานใหญ่การรถไฟเยอรมัน (DB) ภายในตึกมีงานประติมากรรมเครื่องจักร Meta-Maxi ผลงานของศิลปิน ฌอง ทิงเกอลี ตั้งโดดเด่นอยู่กลางห้องโถงใหญ่ ติดกันเป็น Arkaden Shopping Mall มีร้านรวงมากมายภายใต้บรรยากาศที่ร่มรื่น