DRESDE เดรสเดิน เมืองบารอคแสนงามแห่งลุ่มน้ำเอลเบอ

เมืองบารอคแสนงามแห่งลุ่มน้ำเอลเบอ DRESDE : เดรสเดิน

มีผู้ตั้งฉายาให้เมืองงามริมฝั่งแม่น้ำเอลเบอ (Ebe) แห่งนี้ไว้หลากหลาย อาทิ “ฟลอเร็นซ์แห่งลุ่มน้ำเอลเบอ” “นครหลวงแห่งบารอค” หรือ “อัญมณีแห่งแคว้นแซกโซนี” เป็นการรับประกันได้ว่าอดีตเมืองในเยอรมันตะวันออกเมืองนี้งดงามคุ้มค่าแก่การไปเยือนแน่นอน แม้หลายๆสถานที่จะเป็นของที่บูรณะขึ้นมาใหม่ก็ตาม

เมืองบารอคแสนงามแห่งลุ่มน้ำเอลเบอ DRESDE : เดรสเดิน

เมืองบารอคแสนงามแห่งลุ่มน้ำเอลเบอ DRESDE : เดรสเดิน

เดรสเดิน เริ่มก่อร่างสร้างเมืองขึ้นเมื่อราวศตวรรษที่ 11 เมื่อเหล่านักบวชได้ก่อตั้งศูนย์มิชชันนารีขึ้นที่นี่เพื่อชักชวนให้ชาวสลาฟหันมานับถือศาสนาคริสต์ และชื่อเมืองก็ได้มาจากภาษาเซอร์เบียน แปลว่าที่อยู่ของชาวป่าริมบึง ต่อมาบรรดาพ่อค้าวาณิชเข้ามาปักหลักทํามาค้าขายด้วยทําเลที่เหมาะในการขนส่งทางเรือ ตัวเมืองจึงเจริญขึ้น จนกระทั่งในปี 1985 ราชวงศ์แซกโซนีจึงได้เข้ามาปกครองแล้วยกฐานะเดรสเดินขึ้นเป็นราชธานี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.dresden.de

Dresden Welcome Card – 1 Day 12 ยูโร

Dresden Welcome Card

สถานที่เยี่ยมชมในเดรสเดินมีมากมาย เพราะฉะนั้นตั๋วใบนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนลด และใช้โดยสารระบบขนส่งมวลชนของเมืองได้อย่างไม่จํากัด ประหยัดและสะดวกสบายมากๆเลยล่ะ

แต่ผู้ที่ทําให้เดรสเดินงดงามและรุ่งโรจน์ที่สุดหลังสงครามสามสิบปีก็คือ พระเจ้าเอากุสตุสผู้ทรงพลัง (Augustus the Strong : 1670-1733 กษัตริย์โปแลนด์ผู้สามารถมีโอรสธิดาได้มากถึง 352 พระองค์กับนางสนมกว่า 300 คน ซึ่งต่อมาได้เป็นเจ้าอิเล็คเตอร์แห่งซาคเซิน พระองค์ได้วางผังเมืองและสร้างอาคารสไตล์บารอคขึ้นหลายแห่ง เช่น พระราชวังซวิงเงอร์ โบสถ์เฟราเอิน โบสถ์โฮฟ เป็นต้น

น่าเสียดายที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นครหลวงแห่งบารอคแห่งนี้ก็หนีไม่พ้นชะตากรรมเช่นเดียวกับหลายเมืองในเยอรมนีที่ถูกกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดละเลงกว่า 650,000 ลูก จากปฏิบัติการ 800 เที่ยวบินระหว่างคืนวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 1945 แรงระเบิดและพระเพลิงได้ทําลายอาคารสําคัญลงนับไม่ถ้วน รวมทั้งชีวิตผู้คนที่ล้มตายไปกว่า 35,000 คน โบราณสถานสําคัญหลายแห่งได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในสมัยที่ยังเป็นเยอรมันตะวันออก จนถึงช่วงการรวมประเทศก็ยังไม่เสร็จ

หลายแห่งได้รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติทําให้การบูรณะทําได้ไวจนทําให้ได้เห็นเมืองบารอคที่สวยงามดั่งเดิมในปัจจุบัน โดยยังคงรูปลักษณ์และขนาดเอาไว้ใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นปราสาท พระราชวัง โบสถ์ โรงละคร สวน หลายแห่งได้ปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้เห็นความร่ำรวยทางวัฒนธรรมของเมืองแห่งนี้ในอดีต และเมื่อปี 2006 ชาวเดรสเดินได้จัดงานเฉลิมฉลองเมืองมีอายุครบ 800 ปีไปอย่างยิ่งใหญ่

เดินทางไปเดรสเดิน

จากเบอร์ลิน รถไฟ EC จาก Berlin Hbf ถึง Dresden Hbf 2 ชั่วโมง 10 นาที รถออกทุก 2 ชั่วโมง

จากไลพ์ซิก รถไฟ IC, ICE ถึง Dresden Hbf 1 ชั่วโมง รถออกทุก 1 ชั่วโมง

สถานีรถไฟหลัก (Dresden Hbf) ตั้งอยู่ทางด้านใต้ตัวเมือง เมื่อเดินทางไปถึงอาจใช้วิธีเดินเข้าไปยังเขตเมืองเก่าที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเอลเบอทางฝั่งซ้ายตามถนนคนเดิน Prager Strasse ถ้าไม่แวะร้านค้าข้างทาง ใช้เวลา 10-15 นาที (1 กิโลเมตร) หรือนั่งรถรางลงที่ป้าย Altmarkt หรือ Postplatz แล้วจึงเดินเที่ยวต่อ

ตั๋วเที่ยวเดียว 2.3 ยูโร, ตัววัน 6 ยูโร, ตัวครอบครัว 1 วัน 9 ยูโร (www.dvb.de) รถไฟที่มาจากไลพ์ซิกบางขบวนอาจผ่านสถานี Dresden Neustadt ซึ่งอยู่ทางเหนือตัวเมือง จากสถานีนี้สามารถเดินเข้าไปยังเขตเมืองเก่าได้เช่นกัน (ราว 1 กิโลเมตร) โดยผ่านสะพาน Augustus Brucke ข้ามแม่น้ำเอลเบอไปยังจัตุรัส Theaterplatz แล้วจึงเดินเที่ยวต่อ

พระราชวังชวิงเงอร์ Zwinger

พระราชวังชวิงเงอร์ Zwinger

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มุ่งตรงไปที่ Postplatz หรือ Theaterplatz เพื่อชื่นชมความงามของพระราชวังซวิงเงอร์เป็นลําดับแรก บริเวณโดยทั่วไปเปิดให้เข้าชมฟรี แต่ถ้าจะเข้าชมแกลเลอรีแสดงงานศิลปะหรือพิพิธภัณฑ์เก็บสมบัติต้องเสียค่าเข้า ภายในมีสนามหญ้า น้ำพุ ศาลา และรูปปั้นประดับอยู่ตามระเบียงทางเดินแทบทุกส่วนรวมทั้งตําหนักต่างๆ

ทั้งหมดเป็นงานสไตล์บารอคตามพระบัญชาพระเจ้าเอากุสตุสทรงรับสั่งให้สร้างขึ้นในช่วงปี 1710-1732 วังงามตามที่เห็นในปัจจุบันได้เริ่มการฟื้นฟูตามแบบเดิมใน ปี 1964 ภายหลังได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มีแกลเลอรี่และพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจหลายแห่ง

ห้องนิทรรศการคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ (MathematischPhysikalischer Salon) จัดแสดงอุปกรณ์และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เก่าแก่ที่ประดิษฐ์ขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13-19 รีสท์คัมเมอร์ (Rustkammer) คลังเก็บอาวุธศตวรรษที่15-18 กาเมลเดอกาเลรี อัลเทอไมส์เทอร์ (Gemaldegalerie Alte Meister) แสดงงานศิลปะล้ำค่ากว่า 2,000 ชิ้นของราชวงศ์แซกโซนี Pozelansammlung จัดแสดงคอลเลคชั่นเครื่อง กระเบื้องเคลือบจากสมัยราชวงศ์หมิงและชิงของจีน รวมทั้งเครื่องกระเบื้องจากญี่ปุ่น เกาหลี อันเป็นสมบัติของสะสมในสมัยของพระเจ้าเอากุสตุสตั้งแต่ปี ค.. 1715

เวลาเปิด : ทุกวัน
ค่าเข้าชม : ฟรี

พระราชวังเดรสเดิน Residenzschloss Dresden

พระราชวังเดรสเดิน Residenzschloss Dresden

พระราชวังหลวงแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.. 1547 ถูกทําลายลงอย่างราบคาบในสงครามโลกครั้งที่ 2 การบูรณะเริ่มขึ้นในปี 1960 และเสร็จสมบูรณ์ในปี 2006 ทันการเฉลิมฉลองเมืองเดรสเดินมีอายุครบ 800 ปีพอดี พระราชวังสีเหลืองนวลมีมุขหน้าทั้ง 4 ด้านเป็นศิลปะแบบเรอเนสซองซ์ เป็นสิ่งก่อสร้างเพียงไม่กี่แห่งที่ฉีกแนวออกไปจากสไตล์บารอค

เมื่อบูรณะเสร็จจึงได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อีกครั้งภายหลังที่ขนสมบัติหนีออกไปได้ทันก่อนการทิ้งระเบิดปูพรมครั้งใหญ่ โดยมี “ห้องเขียว” (Green Vault/Grunes Gewolbe) จัดแสดงสมบัติของราชวงศ์แซกโซนี โดยแบ่งส่วนจัดแสดงออกเป็น 2 ส่วน คือชั้นบน (New Green Vault) มีศิลปะวัตถุที่ทําจาก เงิน ทอง งาช้าง และอื่นๆ และชั้นล่างเป็นห้องโบราณ (Historic Green Vault) จัดแสดงสิ่งของเหมือน พิพิธภัณฑ์เก่าทุกอย่าง คือชั้นวางของจะไม่มีตู้กระจกกั้น

นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์แสดงภาพวาด ภาพพิมพ์ และภาพถ่าย (Cabinet of Print, Drawings and Photographs) คอลเลคชั่นเหรียญสะสมใน Coin Cabinet คลังอาวุธและเครื่องแต่งกายใน Armoury/Turkish Chamber ได้มาตั้งแต่สมัยที่ทําสงครามกับชาวเติร์ก

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.skd.museum

เวลาเปิด : 10.00-18.00 . ปิดวันอังคาร
ค่าเข้าชม : 12 ยูโร

โบสถ์โฮฟ Hofkirche

โบสถ์โฮฟ Hofkirche

หรือที่เรียกกันว่าวิหารหลวง มีทางเดินเป็นสะพานเชื่อมไปยังปราสาทเดรสเดินซึ่งอยู่ติดกัน สร้างระหว่างปี ค.. 1739-1755 ให้เป็นโบสถ์คาทอลิก จึง ได้รับการต่อต้านจากชาวเมืองที่นับถือโปรเตสแตนท์ แต่ก็สร้างได้จนแล้วเสร็จ ริมระเบียงบนหลังคาด้านนอกมีรูปปั้นนักบุญตั้งอยู่รายรอบ 78 รูป และหอระฆังด้านหน้าที่หันสู่แม่น้ำเอลเบอสูงโดดเด่น ส่วนภายในตกแต่งได้อย่างอลังการทั้งผลงานการปั้นและรูปประดับเรื่องราวทางศาสนา รวมทั้งแท่นเทศน์ไม้ที่แกะสลักอย่างงดงามและออร์แกนยักษ์

Theaterplatz จัตุรัสกว้างด้านหน้าโบสถ์และพระราชวังซวิงเงอร์เรียกตามชื่อ โรงละครเซมเพอร์โอเพอร์ (Semperoper) สร้างระหว่างปี 1870-1878 กอทท์ฟรีด เซมเพอร์ (Gottfried Semper : 1803-1879) เป็นผู้ออกแบบให้เป็นโรงละครสไตล์บารอคแบบอิตาเลียนบนฐานรากเดินของโรงละครเก่าที่ถูกไฟไหม้ ไป โดยโรงละครแห่งนี้เคยแสดงโอเปร่ารอบปฐมทัศน์ของ ริชาร์ด วากเนอร์, ริชาร์ด ชเตราส์ และ คาร์ลมาเรีย ฟอน เวเบอร์ กลางจัตุรัสมีรูปปั้นทรงม้าของกษัตริย์โยฮันน์

เฟอร์ชเตนซุก Furstenzug

เฟอร์ชเตนซุก Furstenzug

หน้าโบสถ์โฮฟมีสะพานพระเจ้าเอากุสตุส (Augustusbrucke) ทอดข้ามแม่น้ำเอลเบอไปยังเขต เมืองใหม่ (Neustadt) รูปปั้นทรงม้าพระเจ้าเอากุสตุสผู้ทรงพลังสีทอง (Goldener Reiter) ตั้งอยู่กลางจัตุรัสนอยชเตดเทอร์ (Neustadter Markt) เชื่อมต่อกับ Hauptstrasse ถนนอันสวยงามที่สุดของเมืองมาตั้งแต่ครั้งอดีต ปัจจุบันเรียงรายไปด้วยร้านอาหาร ผับ บาร์ ร้านกาแฟ และหอศิลป์ทันสมัยหลายแห่ง

เมื่อมองมาจากอีกฝั่งของแม่น้ำก็จะเห็นหอคอย โบสถ์ ยอดปราสาท ขอบฟ้าหลายต่อหลายแห่ง โดยเฉพาะยอดโบสถ์เฟราเอินเคียร์เค่อที่โดดเด่นสูงใหญ่กว่าแห่งอื่น แต่ก่อนที่จะมุ่งตรงไปควรจะ แวะชม เฟอร์ชเตนซุก (Furstenzug) กําแพงของคอกม้าหลวงที่มีภาพกระเบื้องเคลือบเป็นรูปพระบรมวงษานุวงศ์ 35 พระองค์พร้อมเหล่าข้าราชบริพารในขบวนเสด็จราชสํานัก ประกอบขึ้นในปี 1906 จากกระเบื้อง 2.4 หมื่นชิ้นบนภาพ จิตรกรรมฝาผนังเดิมที่วาดขึ้นในปี 1876 บนกําแพงยาวกว่า 100 เมตร โชคดีที่การทิ้งระเบิด ในปี 1945 ไม่ได้ทําลายภาพบนกําแพงนี้มากนัก

หากเดินไปตามระเบียงริมน้ำซึ่งแต่เดิมเคยเป็นปราการเมืองเก่า ปัจจุบันเป็นลานพักผ่อนของชาว 29 มีรูปปั้นตั้งประดับอยู่โดยทั่วไป รวมทั้งแผงลอยขายภาพวาดของเหล่าศิลปิน แต่ถ้าจะชมงาน เป็นเรื่องเป็นราวให้ไปที่ อัลแบร์ทินุม (Albertinum) ที่นี่มีหอศิลป์ Galerie Neue Meister และ Skulpturensammlung

โบสถ์เฟราเอินเคียร์เค่อ Frauenkirche

โบสถ์เฟราเอินเคียร์เค่อ Frauenkirche

โบสถ์ Frauenkirche แห่งนี้ตั้งตระหง่านสูงโดดเด่นด้วยยอดโดมสูง 95 เมตร อยู่กลางจัตุรัสนอยมาร์ค (Neumarkt) มีรูปปั้น มาร์ติน ลูเธอร์ ยืนถือคัมภีร์ไบเบิลอยู่ด้านหน้า โบสถ์สร้างขึ้นครั้งแรกระหว่างปี 1726-1743 แต่มาพังทลายลงอย่างราบคาบจากแรงระเบิดในปี 1945 แล้วถูกกองอยู่อย่างนั้นเป็นเวลากว่า 40 ปี รัฐบาลเยอรมันตะวันออกจึงใช้เป็นอนุสรณ์แห่งการต่อต้านสงคราม

ต่อมาเมื่อมีการรวมประเทศ จึงใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งการสมานฉันท์ และโครงการบูรณะก็เริ่มขึ้นในปี 1996 ด้วยการระดมทุนจากประชาชน นักท่องเที่ยว และองค์กรต่างชาติ โดยผู้ที่บริจาคเงินก้อนใหญ่ก็คืออังกฤษกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้หย่อนระเบิดใส่เมืองเดรสเดินจนทําให้โบสถ์พังทลายลงนั่นเอง แม้จะอ้างว่าเป้าหมายของการโจมตีอยู่ที่จุดยุทธศาสตร์ทางทหารและโรงงานอุตสาหกรรมก็ตาม ประชาชนจํานวนมากได้เข้าไปหลบในโบสถ์แห่งนี้เพราะคิดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย

แต่ในที่สุดโบสถ์เฟราเอินก็เกิดเพลิงไหม้และพังลงมา โบสถ์เปิดได้อีกครั้งในปี 2005 หินบางส่วนนํามา จากซากปรักหักพังเดิมมาประกอบเข้ากับหินใหม่ จึงเห็นรอยดําคล้ำของหินเก่าและรอยหินใหม่ที่ดู สดใสสว่างกว่า ภายในดูสว่างตาด้วยบานกระจกที่อยู่รอบด้านและยอดโดมที่สูงโปร่ง มุมหนึ่งของ แท่นบูชามีไม้กางเขนบนยอดวิหารเดิมตั้งแสดงไว้ด้วย โดยยอดโดมมีลิฟท์พาขึ้นไปชมวิวจากด้าน บนได้ด้วย

เวลาเปิด :10.00-12.00 และ 13.00-18.00 . เสาร์อาทิตย์ เปิดช่วงบ่าย
ค่าเข้าชม : ฟรี